thansettakij
เอกชนมอง 3 วาระรัฐบาลต้องทำ พร้อมแก้เศรษฐกิจด่วนภายใน 4 เดือน

เอกชนมอง 3 วาระรัฐบาลต้องทำ พร้อมแก้เศรษฐกิจด่วนภายใน 4 เดือน

04 ก.ย. 2568 | 08:15 น.
อัปเดตล่าสุด :04 ก.ย. 2568 | 08:17 น.

ภาคเอกชนแนะหากได้รัฐบาลทำงานภายใน 4 เดือน ควรมี 3 วาระสำคัญ ‘แก้รัฐธรรมนูญ-บริหารงบประมาณ-เพิ่มเขีดความสามารถ‘ พร้อมแก้ด่วนเรื่องเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนเสนอ 3 วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องทำใน 4 เดือนแรก ได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การบริหารงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ และการเพิ่มขีดความ
  • เรียกร้องให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วนภายใน 4 เดือน โดยมุ่งเป้าช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ที่กำลังประสบปัญหา
  • แนะแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจว่าไม่ควรใช้วิธีแจกเงิน แต่ให้ปรับปรุงระบบนิเวศทางธุรกิจและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดกิจการ

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ ”ว่า ตอนนี้อาจจะยังยืนยันไม่ได้แน่นอนว่าใครจะได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่มีแนวโน้มว่า ‘คุณอนุทิน ชาญวีรกูล’ จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและผู้นำของรัฐบาล และในวาระเร่งด่วนภายในระยะเวลา 4 เดือน ที่อยากเสนอแนะรัฐบาล 3 ด้าน คือ

1. การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของพรรคประชาชน เพื่อสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล แม้ไม่อาจทำได้ทันท่วงทีแต่จะต้องมีการตั้ง สสร. สภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นก้าวแรกสำหรับการเดินหน้าและประเด็นนี้สำคัญต่อการร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาล

2. การบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐบาลมีอำนาจและเงินทุนอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เงินที่มีอยู่หมุนเวียนและเกิดประโยชน์ต่อการเติบโตของประเทศ และช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง ซึ่งไม่ยากเกินไปที่จะดำเนินการใน 4 เดือนนี้

3. เพิ่มขีดความสามารถให้ภาคเอกชนและเกษตรกร สำรวจว่าภาคเอกชนและเกษตรกรขาดอะไร และให้ทุกฝ่ายเร่งปรับตัวเพื่อหนีจากภาวะเดิม เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก

ส่วนประเด็นสำคัญที่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดคือ การกระตุ้นเศรษฐกิจให้ได้ภายใน 4 เดือน โดยมีเป้าหมายทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย และ SMEs สามารถเดินหน้าต่อไปได้ โดยกลุ่มนี้มีสัดส่วนมากกว่า 80% ในประเทศไทย และสถานการณ์ตอนนี้หลายคนต่างล้วนมีภาระหนี้สินหนักพอสมควร ทั้งหนี้ส่วนตัวและหนี้ครัวเรือน

“เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องไม่ใช้วิธีการแจกเงิน แต่ต้องเป็นการปรับปรุงและเพิ่มขีดความสามารถ ในระบบนิเวศทางธุรกิจ (ecosystem) เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถกู้เงินได้ เพื่อนำมาปรับปรุงกิจการ ต่อยอดธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่ใช่เพื่อประคองไปวันๆ เพราะปัญหาใหญ่คือ เงินทุนและการจับจ่ายใช้สอยในตอนนี้ไม่หมุนเวียน ทั้งทางฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิต”

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ยังมีปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอีกหลายประการที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องและต้องเร่งปรับแก้ภายใน 4 เดือนนี้ อาทิ การเจรจา FTA ในกรอบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ประเด็นภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ ที่แม้ในปัจจุบันไทยจะได้รับอัตราภาษี 19% สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ แต่สิ่งนี้ยังไม่จบและอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันหาวิธีการทำ traceability ตรวจสอบย้อนกลับ และสร้างความมั่นใจในการนับปริมาณส่วนประกอบหรือวัตถุดิบสำหรับการส่งออก ซึ่งการทำงานภายใน 4 เดือนนี้ไม่รู้ว่าจะมีผลลัพธ์อย่างไร