
รัฐบาลเจอข้อมูลลับ เจ้าหน้าที่รัฐหลายแห่งรับส่วย จ่อยื่น ปปช.-ปปท.
รัฐบาลจัดระเบียบ ปราบปรามสินค้าลิขสิทธิ์ ธุรกิจนอมินี บุหรี่ไฟฟ้า เจอข้อมูลลับ พบเจ้าหน้าที่เกี่ยวรับส่วยทั้งบัญชีม้าทั้งเครือข่ายโยงใยคนใกล้ตัวเตรียมยื่น ปปช.-ปปท. จัดการ
วันนี้ (22 มิถุนายน 2568) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมชี้แจงการดำเนินการแก้ไขปัญหา การนำเข้า และการละเมิดสินค้าลิขสิทธิ์ ธุรกิจผิดกฎหมาย บุหรี่ไฟฟ้า และนอมินี ว่าขณะนี้คณะทำงานได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นจำนวนมากว่าเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานรับสินบนจากผู้กระทำผิดกฎหมาย
ทั้งนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ สืบสวนสอบสวนในทางลับเพื่อเตรียมสรุปรายงาน เพื่อยื่นคำร้องฟ้องเอาผิด เจ้าหน้าที่ ที่มีพยานหลักฐานชัดเจนทั้งผู้ทำหน้าที่เก็บส่วย ผู้เปิดบัญชีม้าที่พบว่าเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม และเส้นทางการเงินที่ไปยังเจ้าหน้าที่ และคนใกล้ชิดหลายส่วน
โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะเสนอเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
นายจิรายุ กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเรื่อง บุหรี่ไฟฟ้า การลักลอบนำเข้าและขายสินค้าลิขสิทธิ์ การป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้ง
- การจดทะเบียนของบริษัทนอมินี
- การลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
- การลักลอบสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทย
- โรงงานต่างชาติฝ่าฝืนกฎหมาย และการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ
ทั้งนี้ ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าลิขสิทธิ์ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 จนถึงปัจจุบัน ดังนี้
ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ รายงานความคืบหน้าการปราบปรามธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (NOMINEE) โดยผลการดำเนินการในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2567 - 31 พฤษภาคม 2568 หน่วยงานต่าง ๆ ได้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดแล้ว 861 ราย และมีมูลค่าเสียหายรวม 15,296 ล้านบาท
ผู้แทนจากกรมศุลกากร รายงานสถิติการจับกุมสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ในปีงบประมาณ 2567 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2566 - 30 กันยายน 2567 ยึดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารวม 1,138,566 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 47,341,510 บาท และงบประมาณปี 2568 ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 - 31 พฤษภาคม 2568 ยึดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญารวม 74,253 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 27,063,702 บาท
ผู้แทนจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ รายงานผลการปฏิบัติ ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2566 ถึง กันยายน 2567 ในฐานความผิดเรื่อง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ และ พ.ร.บ. สิทธิบัตร คดีจับ 686 ราย ผู้ต้องหา 686 คน ของกลาง 1,891,968 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 365,682,493 บาท
ผู้แทนจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ได้มีการลงตรวจสอบพื้นที่แพร่ระบาดของสินค้าลิขสิทธิ์ ได้แก่ ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่แพร่ระบาดหลัก ภายหลังการดำเนินการตรวจสอบ ปราบปราม และจับกุม พบว่ามีการเปลี่ยนรูปแบบการจำหน่ายสินค้า จากรูปแบบหน้าร้าน เป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม
ผู้แทนจากกองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รายงานผลการดำเนินงานว่าได้มีการประสานงานร่วมกับหน่วยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและปราบปรามสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ทั้งยังมีการดำเนินการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเป็นการกระตุ้นผู้ขายและผู้ซื้อให้ทราบว่าสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย
โดยการดำเนินการประจำปีของ กอ.รมน. มี 3 โครงการ ได้แก่ โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โครงการพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และโครงการประสานงานและแก้ไขปัญหาด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ รายงานผลการดำเนินงานในรอบปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยในปี 2567 มีคดีพิเศษจำนวน 16 คดี ดำเนินการแล้วเสร็จ 7 คดี ยึดของกลางได้ 224,477 ชิ้น มูลค่าความเสียหาย 275,701,200 บาท และปี 2568 มีคดีพิเศษ 8 คดี ยึดของกลางได้ 847,928 ชิ้น มีมูลค่าความเสียหาย 269,578,408 บาท
นายจิรายุ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหาแนวทางการดำเนินการทำงานที่สามารถบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและข่าวสารต่าง ๆ เข้ามาร่วมกัน เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีการทำงานที่แตกต่างกัน กว่า 10 หน่วยงานมีความรับผิดชอบเหมือนกัน แต่ที่ผ่านมาต่างคนต่างเข้าจับกุม แต่ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานในแต่ละไตรมาสว่าเป็นแบบไหนอย่างไร ผลออกมาในแต่ละปีเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ เพื่อให้มีแนวทางการทำงานและกรอบการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอท่านนายกรัฐมนตรีเป็นข้อสั่งการ เพื่อยกระดับการทำงานของรัฐบาลที่รวดเร็วและชัดเจนต่อไป

