"ไฟเซอร์" ดิ้นสู้โมลนูพิราเวียร์ผุดยาต้านไวรัสโควิดประสิทธิผลสูงถึง 89%

ฐานเศรษฐกิจดิจิทัล
|
08 พ.ย. 2564 เวลา 3:24 น. 320

หมอเฉลิมชัยเผยยาต้านไวรัสโควิดลำดับที่ 2 ของโลกเป็นของไฟเซอร์ ชี้มีประสิทธิผลในการลดการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ถึง 98%

รายงานข่าวระบุว่า น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ (หมอเฉลิมชัย) รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ blockdit ส่วนตัว "ร้อยแปดพันเก้ากับหมอเฉลิมชัย" โดยมีข้อความว่า
ยาต้านไวรัสโควิดลำดับที่ 2 ของโลก มีประสิทธิผลสูงถึง 89% เป็นของ Pfizer
Pfizer บริษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของวัคซีนป้องกันโควิดด้วยเทคโนโลยี mRNA
1.ได้เปิดเผยผลกาศึกษายาต้านไวรัสตัวใหม่ชื่อว่า Paxlovid ( PZ-07321332) มีประสิทธิผลในการลดการป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลได้ถึง 89%
2.เป็นยาชนิดรับประทาน วันละ 2 ครั้ง จำนวน 5 วัน

3.จะยื่นขออนุมัติใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน (EUA) ต่อ อย.สหรัฐฯ (USFDA) ในเดือนพฤศจิกายนนี้
4.นโยบายการค้าของ Pfizer จะขายยาในราคาไม่เท่ากัน ประเทศรายได้น้อยและประเทศรายได้ปานกลางจะมีราคายาถูกกว่าประเทศร่ำรวย
5.บริษัทได้ลงทุนวิจัยพัฒนายาไปกว่า 33,000 ล้านบาท
6.คาดว่าจะผลิตยาได้ในปีนี้ 1.8 แสนคอร์ส คอร์สละ 30 เม็ด และปีหน้าจะผลิตได้ 50 ล้านคอร์ส
รายละเอียดของยาที่น่าสนใจ

น.พ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ
1.Paxlovid เป็นยาต้านไวรัส (Antiviral drug) ที่ก่อโรค โควิดคือไวรัสโคโรนาลำดับที่ 7 โดยตรงเป็นตัวที่ 2 ของโลก
โดยยาตัวแรกคือ ยาของบริษัท Merck (Molnupiravir) ซึ่งขณะนี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้ในประเทศอังกฤษเรียบร้อยแล้ว ในชื่อว่า Lagevrio และรอการอนุมัติจากอย.สหรัฐฯอยู่

2.กลไกการออกฤทธิ์ของยาเริ่มพัฒนามาจากยาเดิม ที่บริษัท Pfizer วิจัยขึ้น เพื่อรักษาโคโรนาไวรัสลำดับที่ 5 ที่ก่อให้เกิดโรค SARS และมีการระบาดในปี 2002 โดยเป็นยาฉีด
การพัฒนาครั้งนี้ นำมาใช้เพื่อต่อต้านไวรัสโคโรนาลำดับที่ 7 ซึ่งก่อโรคโควิด โดยเริ่มงานวิจัยมาตั้งแต่กรกฎาคม 2563
เป็นยากลุ่มยับยั้งเอนไชม์ ที่ใช้ในการเพิ่มจำนวนของไวรัส ทำให้ไวรัสเพิ่มจำนวนก่อโรคไม่ได้ ซึ่งยากลุ่มนี้ ได้ผลดีในการต้านไวรัสก่อโรคเอดส์ หรือเอชไอวี(HIV)มาแล้ว โดยมีขั้นตอนดังนี้
2.1 ไวรัสจะเข้าไปในเซลล์มนุษย์
2.2สารพันธุกรรมของไวรัสคือ RNA จะแยกตัวออกจากไวรัส โดยยังอยู่ในเซลล์มนุษย์
2.3RNA จะทำการสร้างโปรตีน Polypeptide
2.4เอนไซม์ Protease จะมาตัด Polypeptide ให้เป็นท่อนเล็กๆเพื่อประกอบกันเป็นไวรัสตัวใหม่รุ่นลูก เป็นการเพิ่มจำนวนและก่อให้เกิดโรค
2.5ยาต้านไวรัส Paxlovid เป็นตัวยับยั้งเอนเซม์ดังกล่าว (Protease inhibitor)  จึงทำให้ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้
3.ผลการศึกษา เป็นการศึกษาในเฟส 2/3 ซึ่งยังไม่ได้ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์
พบว่าได้ผลดีต่อไวรัสกลายพันธุ์ รวมทั้งสายพันธุ์เดลตาด้วย โดยการให้ยารับประทานวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 เม็ด ร่วมกับยา Ritonavir ซึ่งจะออกฤทธิ์ชะลอการสลาย ตัวของยา Paxlovid ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้นานขึ้น

ยาต้านไวรัสโควิดลำดับที่ 2 ของโลกเป็นของ Pfizer
พบว่าถ้าให้ยาเร็วภายใน 3 วันแรกหลังติดเชื้อจะมีประสิทธิผลสูงถึง 89%
โดยกลุ่มที่ได้รับยา 389 คน
เข้าโรงพยาบาล 3 คน
ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับยา 385 คน
เข้าโรงพยาบาล 27 คน
และถ้าให้ยาภายใน 5 วันหลังจากติดเชื้อ
ประสิทธิภาพลงมาเล็กน้อยเป็น 85%
โดยกลุ่มที่ได้รับยา 607 คน เข้าโรงพยาบาล 6 คน
ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับยา 612 คน เข้าโรงพยาบาล 41 คน
ทั้งนี้ กลุ่มที่ได้รับยาไม่มีผู้เสียชีวิต 
ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้รับยา เสียชีวิตไป 10 คน
ยาที่ใช้รักษาโควิดในปัจจุบันเริ่มต้นมาจากเราใช้ยาเท่าที่มีอยู่เดิมเป็นยาที่รักษาไวรัสสายพันธุ์ใกล้เคียงกับโคโรนาลำดับที่ 7 ที่ก่อโรคโควิด ได้แก่
1.ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เป็นยาชนิดรับประทาน
2.เรมเดวิเวียร์ (Remdesivir) เป็นยาของบริษัท Gilead Science Inc.
3.Monoclonal Antibody ของบริษัท Regeneron Phamaceutical Inc. และ Eli Lilly
4.สเตียรอยด์กลุ่มเด็กซ่าเมธาโซน (Dexamethasone)
5.ฟ้าทะลายโจร
ส่วนยาที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อโคโรนาไวรัสที่ 7 ที่ก่อโรคโควิดตัวแรกคือ Molnupiravia ของบริษัท Merck ซึ่งได้ประกาศนโยบายสำคัญเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วโลก คือ จะไม่คิดค่าสิทธิบัตรยาที่ขายในประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางและยากจนครึ่งโลก 105 ประเทศ
ทำให้ลดราคายาจากเม็ดละ 850 บาท เหลือ 6.60 บาท
ส่วนในครั้งนี้ บริษัท Pfizer ประกาศว่าจะขายยาให้กลุ่มประเทศรายได้น้อยต่ำกว่าในประเทศร่ำรวย 
แต่ยังไม่ประกาศตัวเลขที่ชัดเจนว่าจะถูกกว่ากันมากน้อยเพียงใด
คงจะต้องติดตามความคืบหน้าของยาต้านไวรัสของบริษัท Pfizer ว่าจะได้รับการอนุมัติจาก อย.สหรัฐฯเมื่อใด
และที่สำคัญคือจะมีราคาถูกแพงมากน้อยเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับยาของบริษัท Merck
สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 (covid-19) ในประเทศไทย วันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 นั้น "ฐานเศรษฐกิจ" ติดตามข้อมูลจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. พบยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 7,592 ราย 
ผู้ป่วยสะสม(ตั้งแต่ 1 เม.ย.64) 1,946,728 ราย  เสียชีวิตเพิ่ม 39 ราย หายป่วยเพิ่ม 7,495 ราย กำลังรักษา 98,425 ราย หายป่วยสะสม(ตั้งแต่ 1 เม.ย.64) 1,830,037 ราย 

แท็กที่เกี่ยวข้อง