วัคซีน mRNA ระวังกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ-Virus vector ระวังลิ่มเลือดอุดตัน

27 ก.ย. 2564 เวลา 1:33 น. 1.3k

หมอธีระเผยความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีนโควิด-19 ชี้ชนิด mRNA ต้องระวังกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ส่วน Virus vector ระวังลิ่มเลือดอุดตันในสมอง

รายงานข่าวระบุว่า รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ (หมอธีระ) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Thira Woratanarat (ป๊ามี้คีน)" โดยมีข้อความว่า
สถานการณ์ทั่วโลก 27 กันยายน 2564...
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 322,647 คน รวมแล้วตอนนี้ 232,576,612 คน ตายเพิ่มอีก 4,894 คน ยอดตายรวม 4,761,524 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดคือ สหราชอาณาจักร อินเดีย ตุรกี อเมริกา และรัสเซีย 
อเมริกา ติดเชื้อเพิ่ม 24,343 คน รวม 43,750,983 คน ตายเพิ่ม 259 คน ยอดเสียชีวิตรวม 706,317 คน อัตราตาย 1.6% 
อินเดีย ติดเพิ่ม 27,022 คน รวม 33,678,243 คน ตายเพิ่ม 277 คน ยอดเสียชีวิตรวม 447,225 คน อัตราตาย 1.3% 
บราซิล ติดเพิ่ม 8,668 คน รวม 21,351,972 คน ตายเพิ่ม 238 คน ยอดเสียชีวิตรวม 594,484 คน อัตราตาย 2.8%
สหราชอาณาจักร ติดเพิ่ม 32,417 คน ยอดรวม 7,664,230 คน ตายเพิ่ม 58 คน ยอดเสียชีวิตรวม 136,168 คน อัตราตาย 1.8% 
รัสเซีย ติดเพิ่ม 22,498 คน รวม 7,420,913 คน ตายเพิ่ม 805 คน ยอดเสียชีวิตรวม 203,900 คน อัตราตาย 2.7% 

อันดับ 6-10 เป็น ตุรกี ฝรั่งเศส อิหร่าน อาร์เจนติน่า และโคลอมเบีย ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น
หากรวมทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ พบว่ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 93.75 ของจำนวนติดเชื้อใหม่ทั้งหมดต่อวัน

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน 
แถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ยกเว้นอิหร่านติดเพิ่มหลักหมื่นอย่างต่อเนื่อง 

ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนาม ติดเพิ่มกันหลักหมื่น
ญี่ปุ่น เมียนมาร์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ติดกันหลักพัน กัมพูชา และลาว ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และไต้หวัน ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ
สถานการณ์ภาพรวมของโลก เฉลี่ยแล้วมีจำนวนการติดเชื้อรายสัปดาห์ลดลง 12% และจำนวนการเสียชีวิตลดลง 10% 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายทวีป จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น ทั้งเอเชีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และแอฟริกา ยกเว้นทวีปยุโรป ที่มีจำนวนการติดเชื้อเพิ่มขึ้น 2% และจำนวนการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ในขณะที่แถบโอเชียเนียจะเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 14% แต่จำนวนการติดเชื้อลดลง 3%
สถานการณ์ไทยเรา
เมื่อวานจำนวนการติดเชื้อใหม่ 12,353 คนนั้น สูงเป็นอันดับ 9 ของโลก
แต่หากรวม ATK ด้วย จะเขยิบสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก
ที่ยังน่าเป็นห่วงอีกเรื่องคือ จำนวนการเสียชีวิตหลักร้อยอย่างต่อเนื่อง เมื่อวานสูงเป็นอันดับ 10 ของโลก 

วัคซีนโควิด-19
ความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีน
หนึ่ง วัคซีนแต่ละชนิดที่ได้รับการนำมาใช้ในแต่ละประเทศนั้น มีข้อมูลวิชาการทั้งประสิทธิผล (efficacy) ประสิทธิภาพ (effectiveness) และอาการไม่พึงประสงค์ที่ต้องระมัดระวังที่มากน้อยแตกต่างกันไป ประชาชนจึงจำเป็นจะต้องหาความรู้ ทำความเข้าใจ และตัดสินใจให้เหมาะสมกับตัวเราและครอบครัว 
ทั้งนี้ขอให้ตระหนักไว้ว่า ข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันถูกส่งต่อหรือเผยแพร่มากมาย หลายต่อหลายเรื่องก็มีการบิดเบือน เพื่อให้เข้าใจไปในทางที่ไม่ถูกต้อง จึงต้องตรวจสอบก่อนจะปักใจเชื่อ และหากไม่แน่ใจก็ให้สอบถามเพิ่มเติมจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ท่านไว้ใจเชื่อใจ

สอง อเมริกานั้นเคยระบาดหนักมาก่อน และฉีดวัคซีน mRNA และบางส่วนก็มีการใช้วัคซีน Ad26 vector ในประชากรของเค้า จนสามารถควบคุมโรคได้ดี การเกิดระบาดซ้ำขึ้นมาในปัจจุบัน ไม่ได้แปลว่าวัคซีนไม่ได้ผล แต่เกิดจากการแพร่ระบาดในกลุ่มประชากรที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน (outbreaks among unvaccinated) และบางส่วนเกิดจากการที่ประชากรที่ได้รับวัคซีนไปนาน แล้วภูมิคุ้มกันลดลงไป จึงต้องมีการพิจารณาเรื่องฉีดเข็มกระตุ้น ดังที่หลายคนที่ได้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดคงจะทราบกันดี ซึ่งล่าสุด US CDC ก็ได้ออกมาแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข็มกระตุ้นให้สำหรับประชากรกลุ่มต่างๆ ดังที่เคยเล่าให้ฟังไปวันก่อน 
ข้อมูลทางการแพทย์สากลยืนยันชัดเจนว่าในแง่ของประสิทธิผลและประสิทธิภาพนั้น mRNA vaccines สูงกว่าวัคซีนอื่นๆ 
อย่างไรก็ตาม วัคซีนแต่ละชนิดจะมีข้อจำกัดแตกต่างกันไป เช่น ChAdOx vector อาจต้องระวังลิ่มเลือดอุดตันในสมองโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนอายุน้อยกว่า 50-60 ปี, mRNA vaccines อาจต้องระวังเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจหรือเยื่อบุหัวใจอักเสบในคนอายุน้อยกว่า 30 ปี โดยมีโอกาสเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง, วัคซีนเชื้อตายอาจไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง แต่อาจกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันได้ไม่สูงนักและภูมิคุ้มกันลดลงเร็ว เป็นต้น
ดังนั้นประเทศที่วางแผนวัคซีนอย่างรอบคอบจึงควรมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง มีความหลากหลาย ให้สามารถเลือกใช้อย่างเหมาะสมกับแต่ละเพศ และวัยของประชากร ตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้
การเสริมสร้างให้ประชาชนในประเทศมีทักษะในการรับรู้รับฟังข้อมูลข่าวสารโดยไตร่ตรองอย่างมีวิจารณญาณ ทำความเข้าใจตามหลักเหตุและผล และใช้ข้อมูลวิชาการแพทย์ที่พิสูจน์ได้เป็นตัวตัดสินใจ จะทำให้ประชาชนมีสมรรถนะในการรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ ได้อย่างดี
สำหรับสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด-19 (Covid-19) ในประเทศไทยนั้น "ฐานเศรษฐกิจ" ติดตามรายงานจากศูนย์ข้อมูลโควิด-19 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณะสุข พบว่า ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.-25 ก.ย.64 มีการฉีดวัคซีนสะสมจำนวน 50,101,055  โดส แบ่งเป็น เข็มที่ 1 จำนวน 31,352,795 ราย เข็มที่ 2 จำนวน 17,667,069 ราย เข็มที่ 3 จำนวน 1,080,391 ราย และเข็มที่ 4 จำนวน 800 ราย  

แท็กที่เกี่ยวข้อง