thansettakij
thansettakij
สภาพัฒน์เผยพบผู้ติดเชื้อโคโรนา 8.3หมื่นรายใน 48ประเทศ

สภาพัฒน์เผยพบผู้ติดเชื้อโคโรนา 8.3หมื่นรายใน 48ประเทศ

28 ก.พ. 63 | 05:59 น.

สศช.เผยพบผู้ป่วย 8.3หมื่นรายจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่(โควิด-19)ใน 48ประเทศ 2เขตบริหารพิเศษส่วนใหญ่ 95%เป็นคนจีน ขณะไทยมี 40คนรักษาหาย 27รายโดยยังไม่พบผู้เสียชีวิต ด้านปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องการการจัดการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

 

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่และภาพรวม ปี 2562 ซึ่งมีความเคลื่อนไหวทางสังคมที่สำคัญและมีประเด็นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดต่ออุบัติใหม่จากต่างประเทศ  โดยความคืบหน้าการระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อโควิด-19 (จุดเริ่มต้นจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วทั้งภายในและต่างประเทศ ) ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 มีผู้ป่วยจาก 48 ประเทศ และ 2 เขตบริหารพิเศษ จำนวนทั้งสิ้น 83,079 ราย เสียชีวิต 2,855 ราย โดยประมาณ  95% เป็นผู้ป่วยจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะที่ในประเทศไทยพบผู้ป่วย 40 ราย รักษาหาย 27 ราย แต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ ภาครัฐได้กำหนดมาตรการเพื่อรับมือกับโรคปอดอักเสบจากเชื้อโควิด-19 โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มาตรการรองรับเมื่อพบผู้ป่วยจากประเทศอื่นแต่ไม่พบในประเทศไทย โดยจัดให้มีการคัดกรองผู้ป่วยในพื้นที่สำคัญ การจัดระบบการดูแลวินิจฉัยผู้ป่วย การจัดระบบการติดตามผู้ที่สัมผัสผู้ป่วย การจัดประสานงานเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการจัดกลไกประสานความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ระยะที่ 2 มาตรการรองรับการระบาดในวงจำกัดในประเทศไทย โดยการดูแลรักษาผู้ป่วยเตรียมพื้นที่รองรับผู้ป่วยในสถานพยาบาล จัดหาเวชภัณฑ์ยาต้านไวรัส การป้องกันการแพร่เชื้อ การควบคุมการระบาดในชุมชน การสื่อสารความเสี่ยง นอกกจากนี้ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 กรมควบคุมโรคได้ประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการป้องกันและควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเอง โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข และดูแลสุขภาพให้แข็งแรงมีภูมิต้านทานโรค

 

ด้านปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องการการจัดการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งแม้ว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ  เน้นมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่คนไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 สูงเกินค่ามาตรฐานในหลายพื้นที่เหมือนปีที่ผ่านมาๆ ซึ่งจากรายงานผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ฝุ่น PM2.5 เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายสูงขึ้น หากลดระดับฝุ่น PM2.5 ที่ระดับ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรจะช่วยลดอัตราซึมเศร้าได้ถึง  2.5% อีกทั้งส่งผลเกี่ยวข้องกับการอักเสบของสมอง ทำลายเยื่อประสาท และการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน โดยที่เด็ก คนสูงวัย และกลุ่มประชากรที่เสี่ยงในสังคมมีโอกาสได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมทั้งข้อมูลงานวิจัยทางการแพทย์ของจีนเกี่ยวกับการติดเชื้อโควิด-19 ชี้ว่า ฝุ่น PM2.5 กับไวรัสเป็นปัจจัยเกื้อหนุนกัน เนื่องจากฝุ่น PM2.5 ทำให้เกิดอาการระคายเคือง เยื่อบุตา ปาก ทางเดินหายใจ เมื่อเกิดการอักเสบแล้ว ไวรัสจะสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ดังนั้น การรับรู้ปัญหาอย่างตรงจุด การสื่อสารและให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ตลอดจนการจัดการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จในการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ยั่งยืน