
ทางออกนอกตำรา : “สมคิด” ไม่ได้โม้...หุ้นร้อนแรง เพิ่มทุนได้เฮงสุด
ดร.สมคิดได้สะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยในปี 2561 ว่าจะเติบโตต่อเนื่อง และจะผลักดันให้ตลาดทุนคึกคัก
"ปีหน้าเศรษฐกิจจะเทคออฟได้ ยกเว้นว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ผมได้บอกใน ครม.แล้วว่า ไตรมาสแรกสำคัญที่สุด ขออย่าให้มีอะไรมารบกวน การเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกปีหน้าขยับขึ้นแน่นอน แล้วจะดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งปีได้จริง และเมื่อเศรษฐกิจโลกปีหน้าก็ดี ภาพที่ดีของเศรษฐกิจจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงตลาดทุน ดังนั้นสิ่งที่จะเห็นคือ ตลาดหุ้นจะร้อนแรง ถือเป็นโอกาสของเอกชนไทยที่จะเพิ่มทุนได้ ซึ่งบรรยากาศจะเอื้อให้เกิดการเพิ่มทุน บริษัทไหนเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ในปีหน้า หรือเพิ่มทุนได้ในปีหน้าจะเฮงสุดๆ"
ดร.สมคิดประเมินว่า การส่งออกที่ดีขึ้นทำให้ในปีหน้า การผลิตของภาคเอกชนจะปรับตัวดีขึ้น การลงทุนจะเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม
สัญญาณที่ส่งผ่านออกมาในขณะนั้น ผมเองก็ยังตั้งคำถามอยู่เช่นกันว่า จริงหรือโม้…หรือ ดร.สมคิดสร้าง HOPE สร้างความหวังให้คนไทย เพราะดัชนีหุ้นไทยในปลายปีต่อสู้กันอย่างดุเดือดฝ่าด่าน 1720-1750 จุดได้หรือไม่ แต่สุดท้ายดัชนีปี2560 ปิดที่ 1,753.71 จุด เป็นระดับสูงสุดของปี มาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 17,926,269 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.62%
ในจำนวนนี้มีเม็ดเงินจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนบ้านเราราว 2 แสนล้านบาท ซึ่งยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับตลาดเพื่อนบ้าน แต่เข้าลงทุนตลาดบอนด์ไทยมีมูลค่าสูงถึง 3.8 แสนล้านบาท
ผมไปตรวจสอบข้อมูลจากตลาดหุ้นพบว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในรอบ 2 ปี พบว่า กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด คือ กลุ่มปิโตรเคมีปรับตัวสูงขึ้นกว่า 96% นำโดยหุ้น IVL, VNT PTTGC
กลุ่มที่ให้ผลตอบแทนรองลงมาคือ กลุ่มค้าปลีก ปรับตัวสูงขึ้น 70% นำโดยหุ้นเล้กหุ้นน้อย ยันหุ้นใหญ่ เช่น BEAUTY, COM7, MEGA, IT, BIG, CPALL, HMPRO, BJC, GLOBAL และ ROBINS
หุ้นในกลุ่มพลังงาน ปรับราคาขึ้นมาถึง 65% นำโดยหุ้นโรงกลั่น ESSO SPRC, IRPC และ TOP ขณะหุ้นน้ำมัน ราคาโดดเด่น PTT และ PTTEP
หุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็ขึ้นได้โดดเด่นมาก นำโดย GPSC, BCPG, CKP, EA ส่วนหุ้นน้องใหม่ BGRIM แม้จะเพิ่งเข้าซื้อขายในเดือนก.คงแต่ราคาปรับขึ้นถึง 81%
หุ้นกลุ่มธุรกิจการเงิน ราคาบวกขึ้นมา 44% แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นเช่าซื้อ-ลิสซิ่ง นำโดย BFIT, THANI, AMANAH, JMT, ECL, KTC, MTLS, KCAR, TK, IFS,และ SAWAD
หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ทั้งหมวดราคาบวกขึ้นมา 36% ธนาคารพาณิชย์ขนาดกลาง ไล่จาก KKP ใครถือรวยไม่รู้เรื่อง ราคาขึ้นมา 118%, TISCO ราคาหุ้นปรับขึ้นมา 113%, TCAP ราคาขึ้นมาแล้ว 56% หุ้น KBANK ราคาขยับขึ้นมา 56%
ผมลองไปไล่ราคาดูพบว่าในปี 2560 หุ้น 10 อันดับแรกที่ราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด ชนิดที่ใครถือไว้รวยฟ้าผ่า คือ หุ้น RS ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 255.77% หุ้น ORI ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 241.24% หุ้น ASIN ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 223.32% , P/E แค่ 12 เท่า หุ้น BFIT ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 217.86% , P/E แค่ 39.53 เท่า หุ้น ECL ราคาเพิ่มขึ้น 114.44% , P/E อยู่ที่ 30.34 เท่า หุ้น AMATA ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 126.09% , P/E อยู่ที่ 15.11 เท่า หุ้น AH ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 115.63% , P/E อยู่ที่ 11.81 เท่า หุ้น COL ราคาเพิ่มขึ้น 114.06% หุ้น SYNEX ราคาเพิ่มขึ้น 111.19% , P/E อยู่ที่ 20.13 เท่า ตัวสุดท้าย คือหุ้น TCB ราคาเพิ่มขึ้น 108.82% แต่ P/E แค่ 5.57 เท่า...ใครรวยหุ้นก็น่ายินดี
วันที่ 4 มกราฯ ดัชนีหุ้นไทยยังไปต่อปิดที่ระดับ 1,791.02 จุด เพิ่มขึ้น 12.49 จุด ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ตั้งตลาดหุ้นไทยมา 43 ปี จากม.ค. 2537 เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุด 1,789 จุด มูลค่าซื้อขายหนาแน่นถึง 90,816 ล้านบาท
ความร้อนแรงของตลาดหุ้นยังต่อเนื่อง ขณะผมเขียนต้นฉบับปิดตลาดภาคเช้าวันศุกร์ที่ 1,791.68 จุด เพิ่มขึ้น 0.66 จุด มูลค่าการซื้อขาย 42,025.68 ล้านบาท ฟันด์แมเนเจอร์ 2-3 คน บอกกับผมว่า ประเมินกันว่าจะต่อสู้กันที่แนวต้าน 1,800 จุด ตอนนี้จะฟัดกันหนักหน่วง ขอให้ระวังแรงขายทำกำไร ถ้าผ่านได้หุ้นไทยจะไป ที่ระดับ 1,880-1,925 จุด
เพราะเงินฝรั่งยังรอเข้ามาอีกกว่า 1-2 หมื่นล้านบาท...สัญญาณมาชัดเจนครับ แต่ขอให้ระวังกับแรงเทขายทำกำไรระยะสั้นกันให้ดีเท่านั้น ขอให้รวย เฮงๆครับ….
คอลัมน์ : ทางออกนอกตำรา/ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ / ฉบับ 3329 ระหว่างวันที่ 7-10 ม.ค.2561






