
หุ้นเทคโนโลยีมูลค่าต่ำกว่า S&P 500 ครั้งแรกในรอบ 8 ปี สถิติชี้โอกาสฟื้นตัว
หุ้นเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 มีมูลค่าซื้อขายต่ำกว่าตลาดโดยรวมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 หลังเผชิญแรงเทขายหนัก ขณะที่สถิติย้อนหลังพบว่า ดัชนี S&P 500 มีโอกาสฟื้นตัวในช่วง 3 เดือนหลังร่วงติดต่อกัน 4 สัปดาห์ถึง 80%
KEY
POINTS
- หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 มีมูลค่าต่ำกว่าตลาดโดยรวมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 โดยมีค่า P/E คาดการณ์อยู่ที่ 17 เท่า เทียบกับตลาดที่ 18 เท่า
- การปรับตัวลงของราคาเกิดจากแรงเทขายอย่างหนัก โดยเฉพาะในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) ที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล
- สถิติในอดีตชี้ให้เห็นถึงโอกาสฟื้นตัว โดยดัชนี S&P 500 มักจะปรับตัวสูงขึ้นในช่วง 3 เดือนหลังจากที่ราคาลดลงติดต่อกัน 4 สัปดาห์
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ระดับราคาต่อกำไรคาดการณ์ (Forward P/E) ประมาณ 17 เท่า ต่ำกว่าตลาดโดยรวมที่ 18 เท่าเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2560 หลังเผชิญแรงเทขายอย่างหนัก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ นักวิเคราะห์มองว่าประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นส่วนใหญ่สนับสนุนการอดทนรอ เนื่องจากดัชนี S&P 500 มักฟื้นตัวในช่วง 3 เดือนหลังจากปรับตัวลดลงติดต่อกัน 4 สัปดาห์
Yahoo Finance รายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ก่อนที่หุ้นเทคโนโลยีจะเผชิญแรงเทขายหนักในวันพฤหัสบดี โดยปรับตัวลงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ในปี 2563 อย่างไรก็ตาม หากไม่นับรวมหุ้นที่เกี่ยวข้องกับกระแส AI หุ้นส่วนใหญ่ยังคงเคลื่อนไหวไม่มากนัก
ดัชนี S&P 500 ที่ให้น้ำหนักหุ้นทั้ง 500 บริษัทเท่ากัน ซึ่งสะท้อนการเคลื่อนไหวของหุ้นในตลาดโดยรวม ปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเมื่อวันพุธ และสิ้นสุดสัปดาห์โดยปรับตัวลดลงจากระดับต้นสัปดาห์เพียงประมาณ 1%
อย่างไรก็ตาม ดัชนีหลักของตลาดไม่ได้ปรับตัวได้ดีเช่นนั้น โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ต่างปรับตัวลดลงประมาณ 3% นับเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกันที่ปิดลบ ส่งท้ายสัปดาห์ที่ตลาดเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรง ก่อนที่หุ้นกลุ่มชิปจะฟื้นตัวในวันศุกร์ที่ผ่านมา
หุ้นเทคโนโลยีมีราคาถูกกว่าตลาด
รายงานระบุว่า แรงเทขายครั้งนี้ทำให้เกิดสถานการณ์ที่นักลงทุนไม่กี่รายคาดการณ์ไว้เมื่อหนึ่งปีก่อน นั่นคือหุ้นเทคโนโลยีมีราคาถูกกว่าตลาดโดยรวม
หุ้นเทคโนโลยีในดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ระดับประมาณ 17 เท่าของกำไรที่คาดการณ์ไว้ในสัปดาห์นี้ ต่ำกว่าดัชนีตลาดโดยรวมที่ระดับ 18 เท่า นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2560 ตามบันทึกของคีธ เลอร์เนอร์ (Keith Lerner) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Truist Wealth เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยในช่วงที่ราคาหุ้นกลุ่มนี้ทำจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2568 มีระดับราคาต่อกำไรอยู่ที่ 32 เท่า
เลอร์เนอร์เขียนไว้ในบันทึกว่า เมื่อปีที่แล้ว ตลาดซื้อขายที่ระดับ P/E 32 เท่า ซึ่งสะท้อนว่าตลาดได้คาดการณ์ข่าวดีไว้มากแล้ว ในทางกลับกัน เมื่อระดับดังกล่าวลดลงมาเกือบครึ่งหนึ่ง ตลาดอาจกำลังสะท้อนข่าวร้ายจำนวนมากเข้าไปในราคาแล้วเช่นกัน
หุ้นกลุ่มชิปได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยดัชนี PHLX Semiconductor ปรับตัวลดลงเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน และสูญเสียมูลค่าเกือบ 30% ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว จากการคำนวณของ Yahoo Finance ขณะที่หุ้น Micron และ Sandisk ต่างปรับตัวลดลงมากกว่า 20% เฉพาะในสัปดาห์นี้
ตลาดเทคโนโลยีกำลังเผชิญภาวะที่ผู้ซื้อชะลอการเข้าลงทุน
เลอร์เนอร์มองว่า ขณะนี้ตลาดเทคโนโลยีกำลังเผชิญภาวะที่ผู้ซื้อชะลอการเข้าลงทุน และให้สัมภาษณ์กับ Yahoo Finance เมื่อวันศุกร์ว่า หุ้นกลุ่มชิปเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ตลาดจับตาในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม อย่างไรก็ตาม การชะลอการก่อสร้างอาจช่วยลดภาระการใช้เงินสดของบริษัทที่ทุ่มงบลงทุนด้าน AI รายใหญ่ที่สุดได้
หากสถานการณ์นี้ทำให้การลงทุนชะลอตัวลงเล็กน้อย และอาจส่งผลดีต่อกระแสเงินสดบ้าง ผมคิดว่าสิ่งนี้อาจช่วยยืดระยะเวลาของวัฏจักรการลงทุนออกไปได้
ประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นสนับสนุนการอดทนรอเป็นส่วนใหญ่
นับตั้งแต่ปี 2533 ดัชนี S&P 500 เผชิญช่วงเวลาที่ปรับตัวลดลงติดต่อกันตั้งแต่ 4 สัปดาห์ขึ้นไปทั้งหมด 33 ครั้ง จากการคำนวณของ Yahoo Finance พบว่า หลังจากนั้น 3 เดือน ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 80% ของกรณี โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้นมัธยฐานอยู่ที่ 6%
ผลตอบแทนดังกล่าวสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วง 3 เดือนหลังจากสัปดาห์ใด ๆ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3%
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นเกิดขึ้นในช่วงฟองสบู่ดอตคอมแตกและวิกฤตการเงินปี 2551 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว ดัชนี S&P 500 ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องไปอีกหนึ่งปี






