
TIDLOR โชว์กำไร Q3 แตะ 1.49 พันล้าน พอร์ตคงค้างแตะ 1.16 แสนล้าน
TIDLOR มีกำไร Q3/69 ที่ 1,488 ล้านบาท เพิ่ม 5.8% จากปีก่อน รายได้สินเชื่อและนายหน้าประกันหนุน พอร์ตสินเชื่อโต 8.1% แตะ 1.16 แสนล้านบาท NPL ลดเหลือ 1.63%
KEY
POINTS
- TIDLOR มีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2569 ที่ 1,488.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้ธุรกิจสินเชื่อและนายหน้าประกันภัย
- พอร์ตสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นไตรมาส 3 มีมูลค่า 116,011.2 ล้านบาท เติบโตขึ้น 8.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น โดยสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงเหลือ 1.63% ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 4,635.1 ล้านบาท โต 18.8%
TIDLOR มีกำไรไตรมาส 3/2569 จำนวน 1,488.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากปีก่อน ขณะที่กำไร 9 เดือนโต 18.8% แตะ 4,635.1 ล้านบาท รับรายได้สินเชื่อและนายหน้าประกันที่เติบโต พอร์ตสินเชื่อเพิ่ม 8.1% เป็น 116,011.2 ล้านบาท เบี้ยประกันวินาศภัยโต 11.4% และ NPL ลดเหลือ 1.63% โดยมีสำรองต่อ NPL อยู่ที่ 304.9%.
บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR รายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ในไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 1,488.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน จากการเติบโตของรายได้จากสองธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจสินเชื่อและธุรกิจนายหน้าประกันภัย ควบคู่กับต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงและการบริหารคุณภาพสินเชื่ออย่างรอบคอบ
โดยกลุ่มบริษัทมีรายได้รวมในไตรมาสนี้อยู่ที่ 6,379.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากรายได้ดอกเบี้ยรับตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการที่เติบโตจากธุรกิจนายหน้าประกันภัย
ขณะที่ต้นทุนทางการเงินในไตรมาส 3 ปี 2569 ยังคงปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน ซึ่งช่วยสนับสนุนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ให้อยู่ที่ 16.4%
นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานควบคู่กับการลงทุนเพื่อพัฒนาระบบและยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการในระยะยาว โดยอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) อยู่ที่ 56.4%
พอร์ตคงค้างแตะ 1.16 แสนล้าน
ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 พอร์ตสินเชื่อคงค้างของกลุ่มบริษัทมีมูลค่า 116,011.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.1% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน และ 3.1% จากไตรมาสก่อน โดยการเติบโตหลักยังคงมาจากสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ขณะที่จำนวนลูกค้าสินเชื่อเพิ่มขึ้น 7% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน
ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทยังคงใช้ประโยชน์จากเครือข่ายสาขา 1,940 แห่ง ผสานกับการให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะผ่านบัตรติดล้อ แอปพลิเคชันติดใจ และบริการ E-Withdrawal เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการเงิน ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และสนับสนุนการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง
NPL เหลือ 1.63% Credit Cost 2.3%
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ กลุ่มบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) อยู่ที่ 1.63% ปรับตัวดีขึ้นจาก 1.66% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่อัตราผลขาดทุนด้านเครดิต (Credit Cost) อยู่ที่ 2.3% เทียบกับ 2.2% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มบริษัทยังคงดำเนินนโยบายการอนุมัติสินเชื่ออย่างรัดกุมและการติดตามหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Coverage Ratio) อยู่ที่ 304.9% สะท้อนฐานเงินสำรองที่เพียงพอเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อในอนาคต
เบี้ยประกันโต 11%
ธุรกิจนายหน้าประกันภัยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเบี้ยประกันวินาศภัยในไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ 2,903 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการมีผลิตภัณฑ์ ช่องทางการขายและบริการที่ครอบคลุม และการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการให้บริการ ผ่าน 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ ประกันติดโล่ อารีเกเตอร์ และเฮ้กู๊ดดี้ ซึ่งช่วยขยายการเข้าถึงลูกค้าในหลากหลายกลุ่มเป้าหมายและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ
9 เดือนแรกกำไรพุ่ง 18.8%
สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิรวม 4,635.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.8% จากเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน จากการขยายตัวของรายได้ในธุรกิจหลักทั้งสองส่วน ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลง และอัตราผลขาดทุนด้านเครดิต (Credit Cost) ที่ลดลงมาอยู่ที่ 2.0% จาก 2.6% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน กลุ่มบริษัทยังคงมุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และการรักษาฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับโอกาสในการขยายธุรกิจและความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า







