thansettakij
thansettakij
เดโมแครตคุมสภาสหรัฐฯ เสี่ยงกดพลังงาน-ชิป หนุนหุ้นท่องเที่ยว-นิคมฯ

เดโมแครตคุมสภาสหรัฐฯ เสี่ยงกดพลังงาน-ชิป หนุนหุ้นท่องเที่ยว-นิคมฯ

06 พ.ย. 69 | 06:13 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ย. 69 | 06:13 น.

ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อาจเปลี่ยนนโยบายสงคราม ภาษี และกฎเทคโนโลยี โบรกชี้พลังงาน-อิเล็กทรอนิกส์เสี่ยง ขณะที่ท่องเที่ยว อาหาร ไฟแนนซ์ และนิคมฯ มีโอกาส

KEY

POINTS

  • การที่พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสสหรัฐฯ คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อหุ้นกลุ่มพลังงานและอิเล็กทรอนิกส์ (ชิป) ของไทย
  • กลุ่มพลังงานมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่อาจปรับตัวลงหากสงครามในอิหร่านยุติ ส่วนกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์อาจได้รับผลกระทบจากกฎระเบียบการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ ที่เข้มงวดขึ้น
  • ในทางกลับกัน กลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว (จากราคาน้ำมันลดลง), กลุ่มส่งออกอาหาร (จากการยกเลิกภาษี) และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (จากโอกาสที่การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์จะย้ายมาไทย)

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) มองผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2569 ที่พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ส่งผลเชิงลบจำกัดต่อตลาดหุ้นไทยในระยะกลาง ประเมินชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายหลายด้าน

ซึ่งอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อกลุ่มพลังงานและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็น 2 กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน SET ในทางกลับกัน ฝ่ายวิจัยมองว่ากลุ่มท่องเที่ยว การเงิน อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) และนิคมอุตสาหกรรม มีโอกาสได้รับประโยชน์

ผลการเลือกตั้งสะท้อนความไม่พอใจต่อ "ทรัมป์"

นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดมุมมองต่อผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2569 ว่า การที่พรรคเดโมแครตจะกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ขนาดของชัยชนะ

โดยพรรคเดโมแครตสามารถคว้าชัยในทุกที่นั่งของวุฒิสภาที่มีการแข่งขันสูสี ซึ่งจะทำให้พรรคมีที่นั่งอย่างน้อย 54 จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง ขณะที่คาดว่าจะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 255 จากทั้งหมด 418 ที่นั่ง เทียบกับประมาณการก่อนการเลือกตั้งในกรณีดีที่สุดที่ระดับ 240 กว่าที่นั่ง

ทั้งนี้ มองว่าผลการเลือกตั้งดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่พอใจอย่างมากของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยพรรคเดโมแครตมีแนวโน้มใช้ประโยชน์จากกระแสดังกล่าว ด้วยการเร่งผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหลายด้าน ซึ่งอาจพลิกกลับนโยบายสำคัญของ ปธน.ทรัมป์ หลายประการ รวมถึงสงครามในอิหร่าน มาตรการภาษีศุลกากร และการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่

แรงกดดันกลุ่มพลังงาน-อิเล็กทรอนิกส์

ฝ่ายวิจัยมองว่า หากมีการยุติสงครามในอิหร่าน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับฐานลงอย่างรวดเร็ว โดยเชื่อว่าประเด็นนี้จะเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่พรรคเดโมแครตให้ความสำคัญ เนื่องจากสงครามดังกล่าวไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนมาตั้งแต่เริ่มต้น

อีกทั้งยังส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินค้าอื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของความไม่พอใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น เราจึงมองว่าราคาน้ำมันอาจปรับฐานลงได้ค่อนข้างรวดเร็ว (เรายังคงประมาณการราคาน้ำมัน Brent ที่ 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ในปี 2570) ขณะที่ค่าการกลั่นก็อาจปรับลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตอาจมุ่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพในวงกว้าง เช่น การยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรทั้งหมด ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ประการสุดท้ายคาดว่าการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center: DC) ในสหรัฐฯ จะเผชิญกับกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หลักๆ เนื่องจากกระแสต่อต้านการก่อสร้าง DC จากประชาชนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของไทย และจำกัดการเติบโตของบริษัทอย่าง DELTA และ HANA

เปิดโผกลุ่มหุ้นมีโอกาสได้รับประโยชน์

ในทางกลับกันมองว่ามีบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่อาจได้รับประโยชน์ ประการแรก เราเชื่อว่าการยุติสงครามในอิหร่านและราคาน้ำมันที่ลดลงอาจเป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยว (AOT, BA, AWC) โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ช่วง High Season (ธ.ค.-ก.พ.)

ประการที่สองมองว่าการที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสอาจนำไปสู่การยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรที่ยังหลงเหลืออยู่ของ ปธน.ทรัมป์ ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อผู้ส่งออกในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (TU, ITC)

ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ลดลงและการยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรอาจช่วยลดความคาดหวังต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย (สะท้อนผ่าน Fed Fund Futures และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร) ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค (TIDLOR, MTC)

สุดท้าย การกำกับดูแลการก่อสร้าง DC ในสหรัฐฯ ที่เข้มงวดมากขึ้น อาจส่งผลต่อเนื่องมายังประเทศอื่น และกลายเป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย โดยกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA) และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (STECON)