thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยเปิดร่วง 21 จุด รับแรงขายเทคโลก DELTA-KCE นำดิ่ง

หุ้นไทยเปิดร่วง 21 จุด รับแรงขายเทคโลก DELTA-KCE นำดิ่ง

06 พ.ย. 69 | 03:25 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ย. 69 | 03:25 น.

หุ้นไทยเผชิญแรงขายตามตลาดโลก หลังนักลงทุนกังวลกำกับ AI และ Data Center ฉุด DELTA-KCE ดิ่ง บล.พาย วางกรอบ SET 1,450-1,510 จุด ชูหุ้นปันผลและ Defensive

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดปรับตัวลดลงกว่า 21 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ถูกเทขาย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
  • หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่อย่าง DELTA และ KCE เป็นผู้นำตลาดในการปรับตัวลดลงอย่างหนัก
  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,450–1,510 จุด โดยกลุ่มเทคโนโลยีจะเป็นแรงกดดันหลัก และแนะนำให้เน้นหุ้นคุณค่าที่ปันผลดี

หุ้นไทยเปิดร่วง 21.53 จุดตามแรงขายหุ้นเทคทั่วโลก โดย DELTA และ KCE นำตลาดลง พายประเมิน SET แกว่งในกรอบ 1,450–1,510 จุด แนะรอดูสถานการณ์และเน้นหุ้น Value ปันผลดี พร้อมชู BDMS และ TU

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยวันนี้ 6 พฤศจิกายน 2569 ดัชนี SET Index เปิดการซื้อขายภาคเช้า ณ เวลา 10:14 น. ที่ระดับ 1,476.46 จุด ลดลง 21.53 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 1.41% จากปิดตลาดก่อนหน้า ในช่วงระหว่างเปิดการซื้อขายภาคเช้าดัชนีแกว่งตัวในกรอบ 1,482.36 - 1,473.87 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 17,655.58 ล้านบาท

5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด

  • DELTA ราคา 178.00 บาท ลดลง 9.00 บาท หรือ 4.81% มูลค่าซื้อขาย 2,040,97 ล้านบาท
  • KCE ราคา 59.75 บาท ลดลง 6.50 บาท หรือ 9.81% มูลค่าซื้อขาย 1,858,79 ล้านบาท
  • TRUE ราคา 12.90 บาท ลดลง 0.40 บาท หรือ 3.01% มูลค่าซื้อขาย 1,117,48 ล้านบาท
  • GULF ราคา 61.25 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 2.00% มูลค่าซื้อขาย 809,21 ล้านบาท
  • PTT ราคา 39.00 บาท ราคาทรงตัวใกล้เคียงจากปิดตลาดก่อนหน้า มูลค่าซื้อขาย 694,54 ล้านบาท

หุ้นไทยรับผลกระทบจากการปรับฐานของหุ้นโลก

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อตลาดหุ้นโลกและไทยวันนี้ (6 พ.ย. 2569) ว่า  หุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก (NASDAQ -5.5%) ตลาดกังวลกับเดโมแครตอาจควบคุมการลงทุนด้าน Data Center และกดดันบรรยากาศโดยรวม แม้กระทั่ง Value Stock ก็ถูกขายเช่นกัน ระยะสั้นอาจกดดัน TECH Thai (DELTA HANA KCE) แต่เชื่อว่า Value Stock มีโอกาส Outperform (Health Commerce ICT)
 
โดยหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังพรรคเดโมแครตกวาดชัยชนะการเลือกตั้งกลางเทอม ส่งผลให้นักลงทุนกังวลมาตรการกำกับดูแล AI และการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ Dow Jones ร่วง 1,800 จุด (-3%) S&P 500 ดิ่ง 4.36% และ Nasdaq ทะลุเข้าสู่ภาวะ Correction ร่วง 5.52% กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้รับผลกระทบหนัก ด้านราคาน้ำมัน WTI ฟื้นตัว +3.5% แตะ 91.2 ดอลลาร์/บาร์เรล

ในขณะเดียวกันกลุ่ม Semiconductor ปรับลงอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่อย่างไรก็ดีประเมินว่าตลาดดู Panic มากเกินไปเพราะหากสหรัฐฯ มีข้อจำกัดในการสร้างกลุ่มผู้ประกอบการ Hyperscalers ก็สามารถจะไปสร้าง Data Center ที่อื่นได้

ขณะที่จากกำไรไตรมาส 3 ที่ผ่านมาบริษัทต่างๆยังมีแนวโน้มเพิ่มงบลงทุนพร้อมกับมองหา แหล่งเงินทุน ผสานกับเชื่อว่ามีแรงขายจากการใช้ MARGIN เพราะราคาหุ้นแต่ละตัวปรับลงกันในระดับ 10 - 20% แม้จะปรับลงมาค่อนข้างเยอะ แต่ยังแนะ Wait & See รอดูสถานการณ์ก่อนจะเข้าลงทุน

ทั้งนี้ เช้านี้ KOSPI ปรับฐานแรง 8.5% JP -2.6% จึงอาจกดดัน TECH THAI (DELTA HANA KCE) และบรรยากาศโดยรวม คืนนี้รอติดตามแรงงานสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นไทยอาจรับผลกระทบจากการปรับฐานของหุ้นโลกเพราะแม้กระทั่งเมื่อคืนหุ้น Value ในสหรัฐฯ ก็ยังปรับลงสะท้อนว่าตลาดอยู่ในช่วงปิดรับความเสี่ยง โดยพบเม็ดเงินไหลเข้าไปยังตลาดตราสารหนี้

SET ปรับลงในกรอบ 1,450 - 1,510 จุด

สำหรับวันนี้ประเมิน SET Index ปรับลงในกรอบ 1,450 - 1,510 จุด ประเมิน TECH จะเป็นแรงกดดันหลัก ทั้งนี้ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนจังหวะย่อของตลาดอาจเป็นโอกาสหุ้น Value ที่ปันผลดีและธุรกิจแข็งแกร่ง อาทิ สื่อสาร (ADVANC) ศูนย์การค้า (CPN) ธนาคาร (BBL KBANK KTB SCB KKP) บริโภค (CPALL HMPRO BJC) การเงิน (MTC SAWAD TIDLOR) เก็งกำไรระยะสั้นอาจเลือกพลังงาน (PTT PTTEP TOP) ตามการปรับขึ้น ของราคาน้ำมันและ Defensive (BDMS BH BCH)

หุ้นเด่นแนะนำ

  • BDMS : คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/2569 จะเป็นระดับสูงสุดใหม่ เติบโตจากทั้งไตรมาสก่อนและเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากการเติบโตทั้งรายได้ผู้ป่วยชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงมีอัตราการรักษาโรคซับซ้อนสูงขึ้น (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23.00 บาท)
  • TU : ปัจจัยบวกจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ที่ออกมาดีตามคาด จากการเติบโตของสินค้าในกลุ่มอาหารทะเลแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งคาดว่าแนวโน้มในช่วงไตรมาส 4/2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 15.40 บาท)