
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นรับเดโมแครตคุมสภา สถิติชี้โอกาสบวกหลังมิดเทอม
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นหลังเดโมแครตคุมสภา สถิติย้อนหลังพบ S&P 500 บวกเฉลี่ย 15.3% ใน 12 เดือนหลังมิดเทอม แต่ไม่การันตีผลตอบแทน จับตากำไร ดอกเบี้ย และ AI ปี 2027
KEY
POINTS
- พรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งกลางเทอมและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟื้นตัวหลังความไม่แน่นอนทางการเมืองคลี่คลาย
- สถิติย้อนหลังชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นและให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 3-12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม
- ผลการเลือกตั้งทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย แต่ทิศทางตลาดในอนาคตยังขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ เช่น กำไรบริษัท อัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
พรรคเดโมแครตชนะเลือกตั้งกลางเทอมและครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ทำให้รัฐบาลทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบาย แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนช่วงแรก แต่ฟื้นตัวหลังผลเลือกตั้งชัดเจน ขณะที่สถิติย้อนหลังสะท้อนโอกาสที่ตลาดจะปรับขึ้นในช่วง 3–12 เดือนหลังเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่หลักประกันผลตอบแทน โดยทิศทางตลาดปี 2027 ยังขึ้นอยู่กับกำไรบริษัท การลงทุนใน AI ดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตร เงินเฟ้อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เป็นสำคัญ
Democrats คุมสภาคองเกรส ดันตลาดหุ้นฟื้น แต่ปีหน้ายังไร้ปัจจัยพื้นฐาน
นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะและได้เสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 เปลี่ยนดุลอำนาจจากรัฐบาลพรรคเดียวเป็นรัฐบาลแบ่งขั้ว หรือ Divided Government
ผลเลือกตั้งสะท้อนแรงกดดันจากค่าครองชีพและสงครามอิหร่าน ขณะเดียวกันยังเพิ่มข้อจำกัดต่อการผลักดันวาระของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในช่วงสองปีที่เหลือของวาระ
ตลาดผันผวนก่อนฟื้น รับผลเลือกตั้งคลี่คลาย
ช่วงแรกตลาดตอบรับด้วยความผันผวน ท่ามกลางความกังวลว่ารัฐบาลแบ่งขั้วจะทำให้การกำหนดนโยบายติดขัด และเพิ่มแรงตรวจสอบธุรกิจเทคโนโลยีและ AI อย่างไรก็ตาม เมื่อผลเลือกตั้งชัดเจน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นในการซื้อขายวันที่ 4 พฤศจิกายน โดยดัชนี S&P 500 บวก 1.6% และ Dow Jones เพิ่มขึ้น 3%
ขณะที่ตลาดพันธบัตรและทองคำได้แรงหนุน ส่วนดอลลาร์อ่อนค่าลง รายงาน Reuters ระบุว่านักลงทุนยังประเมินผลต่อการใช้จ่ายภาครัฐและการกำกับดูแล AI ควบคู่กันไป
สถิติย้อนหลังหนุนโอกาสฟื้นตัว แต่ไม่ใช่หลักประกัน
ข้อมูลย้อนหลังที่รวบรวมจากการเลือกตั้งกลางเทอม 20 ครั้งในช่วงปี 1946–2022 ระบุว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.2% ในช่วง 3 เดือน, 12.4% ในช่วง 6 เดือน และ 15.3% ในช่วง 12 เดือนหลังเลือกตั้ง สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ไม่มีเลือกตั้งกลางเทอม และตลาดให้ผลตอบแทนเป็นบวกในช่วง 6 และ 12 เดือนถึง 95% ของกลุ่มตัวอย่าง
หากพิจารณาเฉพาะ 4 ครั้งที่พรรคของประธานาธิบดีเสียเสียงข้างมากทั้งสองสภา ได้แก่ ปี 1946, 1954, 1994 และ 2006 ดัชนีให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.2%, 8.2% และ 19.3% ในช่วง 3, 6 และ 12 เดือนตามลำดับ (ตัวเลขอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลาและวิธีคำนวณ) โดย J.P. Morgan Asset Management ระบุว่า S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกใน 12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมทุกครั้งนับจากปี 1950 และมีผลตอบแทนเฉลี่ยราว 15% พร้อมย้ำว่าสถิติในอดีตไม่รับประกันผลในอนาคต
เดโมแครตคุมสภา แต่ประธานาธิบดียังมีอำนาจบริหาร
ชัยชนะของเดโมแครตไม่ได้ทำให้ทรัมป์สูญเสียอำนาจฝ่ายบริหารโดยตรง ประธานาธิบดียังคงใช้อำนาจบริหารและออกคำสั่งฝ่ายบริหารได้ ขณะที่สภาคองเกรสมีบทบาทตรวจสอบและกำหนดกฎหมายมากขึ้น หากประธานาธิบดีใช้สิทธิยับยั้งกฎหมาย การลบล้างวีโต้ต้องใช้เสียงสนับสนุนสองในสามของทั้งสองสภา ส่วนการถอดถอนต้องผ่านการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร และการตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งต้องได้เสียงสองในสามของวุฒิสภา
ผลต่อการลงทุนจึงอาจอยู่ที่จังหวะและเนื้อหาของนโยบายใหม่ การตรวจสอบรัฐบาล และการจัดสรรงบประมาณ มากกว่าการเปลี่ยนทิศทางนโยบายได้ทันที โดย Morgan Stanley มองว่าการคุมสภาของเดโมแครตอาจเพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจศูนย์ข้อมูลและการลงทุน AI ขณะที่ประเด็นงบสวัสดิการสุขภาพและอาหารอาจส่งผลต่อกลุ่มสุขภาพและการบริโภค
ปี 2027 จับตากำไรบริษัท ดอกเบี้ย และ AI
สำหรับตลาดหุ้นในปี 2027 ผลเลือกตั้งเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยกำหนดทิศทาง นักลงทุนยังต้องติดตามการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน ความต่อเนื่องของการลงทุนใน AI นโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และผลตอบแทนพันธบัตร รวมถึงความเสี่ยงเงินเฟ้อและภูมิรัฐศาสตร์
สถิติหลังเลือกตั้งอาจช่วยคลายความกังวลระยะสั้น แต่การลงทุนยังควรยึดปัจจัยพื้นฐานและความเสี่ยงของแต่ละสินทรัพย์เป็นหลัก







