thansettakij
thansettakij
GPSC เปิดงบ 9 เดือนกำไรโต 5% แตะ 5.13 พันล้าน แม้ก๊าซแพงกด Q3

GPSC กำไร 9 เดือน 5.1 พันล้าน โต 5% แม้ต้นทุนก๊าซ SPP พุ่ง 28%

05 พ.ย. 69 | 11:54 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ย. 69 | 11:54 น.

GPSC มีกำไร Q3/69 1,592 ล้านบาท รับแรงกดดันต้นทุนก๊าซ SPP ที่เพิ่ม 28% จากปีก่อน ขณะที่กำไร 9 เดือนยังโต 5% แตะ 5,130 ล้านบาท จาก XPCL-ลมไต้หวันและต้นทุนหนุนผู้ประกอบการโต

KEY

POINTS

  • GPSC ประกาศผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี มีกำไรสุทธิ 5,130 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • การเติบโตนี้เกิดขึ้นแม้ว่าธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จะเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 28%
  • ปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนกำไร ได้แก่ ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งในไต้หวัน และการรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุน

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 บริษัทมีกำไร 1,592 ล้านบาท ลดลง 12% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 1,742 ล้านบาท

สาเหตุหลักมาจากกำไรขั้นต้นจำนวน 5,093 ล้านบาท ลดลง 682 ล้านบาท หรือ 12% เนื่องจากโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) มีกำไรขั้นต้นลดลง หลักๆ จากโรงไฟฟ้าห้วยเหาะส่งไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลง เพื่อให้สอดคล้องกับแผนบริหารจัดการระดับน้ำ

และโรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพีมีรายได้ลดลง ตามส่วนต่างรายได้ค่าเชื้อเพลิงที่ปรับตัวลดลงตามการเรียกรับไฟฟ้าจาก กฟผ. ที่ลดลง ขณะที่โรงไฟฟ้าเก็คโค่-วันมีรายได้ค่าความพร้อมจ่ายลดลง ตามอัตราค่าความผันแปรตามฤดูกาล (Weight Factor) ที่ปรับลดลงตามฤดูกาล

ประกอบกับโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มีกำไรขั้นต้นลดลง สาเหตุมาจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติและถ่านหินที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าการปรับเพิ่มขึ้นของค่า Ft ประกอบกับปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมลดลง ตามแผนการดำเนินการผลิตของลูกค้า

รวมไปถึงโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และอื่นๆ มีกำไรขั้นต้นลดลง โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรขั้นต้นของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไต้หวันที่ลดลง ภายหลังบริษัทฯ จำหน่ายหุ้นในบริษัท Sheng Yang Energy Company Limited (SYE) ซึ่งดำเนินธุรกรรมดังกล่าวแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2569

ราคาก๊าซพุ่ง 28%

ทั้งนี้ ราคาก๊าซธรรมชาติรวมเฉลี่ยของโรงไฟฟ้า SPP ในไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ 396 บาทต่อล้านบีทียู เพิ่มขึ้น 38 บาทต่อล้านบีทียู หรือ 11% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 86 บาทต่อล้านบีทียู หรือ 28% จากเมื่อเทียบช่วงเดียวกันในปีก่อน

การปรับตัวเพิ่มขึ้นดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากราคา LNG ในตลาดจรที่สูงขึ้น จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความเสี่ยงด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุสที่เผชิญข้อจำกัดอย่างต่อเนื่อง โดยราคา LNG ในตลาดจรปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 25 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงเดือนกันยายน 2569 จากระดับ 18-20 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในไตรมาส 2 ปี 2569 และประมาณ 10-11 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียูในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ก่อนเกิดความขัดแย้ง

นอกจากนี้ ความต้องการจัดหาก๊าซธรรมชาติเพื่อเตรียมรองรับฤดูหนาวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งมีปริมาณก๊าซธรรมชาติคงคลังอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคา Pool Gas ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของต้นทุนก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้า SPP ปรับตัวสูงขึ้น

อวด 9 เดือนกำไรแตะ 5.1 พันล้าน

นายเชิดชัย บุญชูช่วย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 5,130 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรี (XPCL) ที่มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น และโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งในไต้หวัน (CFXD) ที่มีความพร้อมเดินเครื่องของกังหันลมสูงขึ้น

ประกอบกับต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและมีการกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท Sheng Yang Energy Company Limited (SYE) ซึ่งดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในไต้หวัน จำนวน 222 ล้านบาท ขณะที่ความต้องการของลูกค้าอุตสาหกรรมยังคงเติบโต

อีกทั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำห้วยเฮาะ (HHPC) มีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน (Gheco-1) มีผลขาดทุนจากสต็อกถ่านหินลดลง ปัจจัยบวกดังกล่าว ช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไร แม้ธุรกิจโรงไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นและค่าไฟฟ้าที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,592 ล้านบาท โดยมีแรงสนับสนุนจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนใน SYE รายได้จากการขายสิทธิการใช้สินทรัพย์สำรอง ค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงที่ลดลง และส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรี (XPCL) ที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำ

"ปัจจัยเหล่านี้ช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าการปรับขึ้นของค่า Ft รวมถึงปริมาณจ่ายไฟฟ้าที่ลดลงตามแผนการผลิตและผลกระทบตามฤดูกาลของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โดยกำไรสุทธิปรับลดลง 12% จากไตรมาสก่อน"

นายเชิดชัย กล่าวเสริมว่า ผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกสะท้อนถึงจุดแข็งของพอร์ตธุรกิจที่หลากหลาย ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินและการเพิ่มมูลค่าจากสินทรัพย์ แม้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นจะกระทบอัตรากำไรในระยะสั้น

แต่บริษัทฯ มั่นใจว่าจะรักษาระดับผลการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต บริหารต้นทุนเชื้อเพลิง และส่งมอบไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้าอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ พร้อมเตรียมความพร้อมด้านโครงการลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อคว้าโอกาสจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ ทั้งพลังงานหมุนเวียนและโรงไฟฟ้าที่เสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน