thansettakij
thansettakij
BCP เปิดกำไรปกติ Q3 แตะ 8.96 พันล้าน รับค่าการกลั่น 17.36 ดอลลาร์

BCP เปิดกำไรปกติ Q3 แตะ 8.96 พันล้าน รับค่าการกลั่น 17.36 ดอลลาร์

05 พ.ย. 69 | 12:14 น.
อัปเดตล่าสุด :05 พ.ย. 69 | 12:14 น.

BCP มีกำไรสุทธิ Q3/69 จำนวน 9,849 ล้านบาท พุ่ง 788.9% จากปีก่อน แต่ลด 20% จากไตรมาสก่อน หลังโรงกลั่นศรีราชาหยุดปรับปรุง 28 วัน และขาดทุนสัญญาน้ำมันล่วงหน้า 3,360 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • บางจาก (BCP) มีกำไรจากการดำเนินงานปกติในไตรมาส 3 ที่ 8.96 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 100% จากปีก่อน
  • ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น ซึ่งได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นพื้นฐานที่อยู่ในระดับสูงที่ 17.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • อย่างไรก็ตาม กำไรลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากการชะลอการกลั่นของโรงกลั่นศรีราชาตามแผน และการรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รายงานผลการดำเนินงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ในไตรมาส 3/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ 9,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 8,741 ล้านบาท หรือ 788.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 1,108 ล้านบาท แต่ลดลง 20% จากไตรมาสก่อนหน้า 

ขณะที่รายได้จากการขายและการให้บริการ 182,296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ EBITDA อยู่ที่ 22,920 ล้านบาท เติบโตมากกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 8,962 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 25% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากการชะลอการกลั่นของโรงกลั่นศรีราชาเป็นเวลา 28 วัน 

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ที่มี EBITDA 14,239 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจโรงกลั่นได้รับอานิสงส์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน (Crack Spread) ที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ค่าการกลั่นพื้นฐานอยู่ที่ 17.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

แม้ลดลงจาก 18.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสก่อน ประกอบกับการรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมัน (รวม NRV) จำนวน 101 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจการตลาดมีปริมาณจำหน่ายน้ำมันรวม 3,262 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน และมีส่วนแบ่งตลาดผ่านสถานีบริการเพิ่มขึ้นเป็น 28.6%

พร้อมกันนี้ ธุรกิจพลังงานชีวภาพมี EBITDA อยู่ที่ 991 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน จากปริมาณจำหน่ายไบโอดีเซลและเอทานอลที่เติบโต ขณะที่หน่วยผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) มีปริมาณจำหน่าย 53.6 ล้านลิตร เพิ่มขึ้น 37% จากไตรมาสก่อน

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากโรงกลั่นศรีราชาชะลอการกลั่นตามแผนเป็นเวลา 28 วัน เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเหลือ 262.5 KBD ประกอบกับรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า 3,360 ล้านบาท