thansettakij
thansettakij
SET ร่วง 42 จุดใน 3 วัน กูรูชี้เตือนหุ้นไทยเจอ 3 แรงกดดัน แนะถือเงินสด 20-30%

SET ร่วง 42 จุดใน 3 วัน กูรูชี้เตือนหุ้นไทยเจอ 3 แรงกดดัน แนะถือเงินสด 20-30%

30 ต.ค. 69 | 05:12 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ต.ค. 69 | 05:12 น.

บล. เอเซีย พลัสชี้ SET ร่วง 42 จุดใน 3 วัน เจอ 3 แรงกดดันจากน้ำมัน กำไรบจ. และส่วนต่างดอกเบี้ย แนะถือเงินสด 20–30% รอจังหวะลงทุน ชู SCGP, SAWAD, ITC

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทย (SET) ปรับตัวลดลง 42 จุดใน 3 วัน จาก 3 ปัจจัยกดดันหลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน, ผลประกอบการบริษัทใหญ่ที่ต่ำกว่าคาด และส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ-ไทย
  • นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง โดยให้ถือเงินสดในพอร์ตประมาณ 20-30% เพื่อบริหารความเสี่ยงและรอจังหวะลงทุน
  • แนะให้เลือกลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีผลประกอบการแข็งแกร่ง โดยยกให้ SCGP, SAWAD และ ITC เป็นหุ้นเด่น

บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย หลังดัชนี SET Index ปรับฐานกว่า 42 จุด หรือ 2.64% ภายใน 3 วันทำการ จากความกังวลเรื่องการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่บางแห่งที่ต่ำกว่าคาด

และความเสี่ยงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ กับไทยที่อาจกดดันค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติ แนะนำเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยถือเงินสดประมาณ 20 - 30% ของพอร์ต เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่ พร้อมเน้นคัดเลือกหุ้นที่มีลักษณะ Defensive และแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง ชู SCGP, SAWAD และ ITC เป็นหุ้นเด่น

เปิด 3 แรงกดดันตลาดหุ้นไทย

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยสำคัญ โดยปัจจัยแรก คือ การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของภาครัฐ ซึ่งเปลี่ยนมาใช้สูตรคำนวณที่อิงต้นทุนจริง (Cost Plus) และกำหนดค่าการกลั่นไม่เกิน 2.40 บาทต่อลิตร

รวมถึงการปรับลดส่วนลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นจาก 4 บาท เหลือ 2 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 1 - 30 พฤศจิกายน 2569 ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อแนวโน้มค่าการกลั่นและกำไรของผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่น โดยราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับลดลงแล้วเฉลี่ยประมาณ 3.6 - 6%

ปัจจัยที่สอง มาจากผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขนาดใหญ่บางแห่งที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดย SCC พลิกจากกำไร 4,820 ล้านบาท เป็นขาดทุน 1,738 ล้านบาท จากแรงกดดันในธุรกิจปิโตรเคมี

ขณะที่ DELTA รายงานกำไรประมาณ 7.76 พันล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 11% จากการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง สะท้อนความท้าทายด้านอัตรากำไรของธุรกิจ

ส่วนปัจจัยที่สาม คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อยู่สูงกว่าไทย ซึ่งอาจเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลดอลลาร์และกดดันค่าเงินบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 2 วันทำการ ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม รวมประมาณ 5.08 พันล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศเริ่มกลับมาขายสุทธิ ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญความผันผวนต่อเนื่องในระยะสั้น

หุ้นเทคเผชิญแรงขาย

ด้านตลาดต่างประเทศ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐฯ เผชิญแรงขายจากความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการและมูลค่าหุ้น (Valuation) ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ปรับลดลง 1.4% และส่งผ่านแรงกดดันมายังตลาดหุ้นเอเชีย

ขณะเดียวกันนักลงทุนเริ่มเพิ่มความระมัดระวังต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยโลก ส่งผลให้มีการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และเกิดการหมุนเวียนเงินทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive, Healthcare และ Financials มากขึ้น

แนะกลยุทธ์การลงทุน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเน้นบริหารความเสี่ยงด้วยการถือเงินสดประมาณ 20–30% ของพอร์ต พร้อมเลือกลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่งและได้รับประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลง

โดยเลือก SCGP จากแนวโน้มกำไรที่โดดเด่นและการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะที่ราคาหุ้นปรับฐานตาม SCC แม้ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ส่วน SAWAD คาดว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากแนวโน้มสินเชื่อที่ทยอยฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ประกอบกับทิศทาง Bond Yield ที่เริ่มปรับลดลง

ขณะที่ ITC มีโอกาสได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว และแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2569 ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในสหรัฐฯ ซึ่งอาจสนับสนุนกำไรในปี 2570

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความไม่แน่นอนของตลาดการเงินทั้งในและต่างประเทศ การบริหารสภาพคล่องและคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัวเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือกับความผันผวน โดยควรรักษาความยืดหยุ่นของพอร์ตการลงทุนเพื่อรองรับโอกาสที่อาจเกิดขึ้นเมื่อภาวะตลาดเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น