
MTC ประเมินน้ำท่วมไม่สะเทือน NPL ลุ้นกำไร Q3 นิวไฮ 13 ไตรมาสติด
MTC มั่นใจน้ำท่วมกรุงเทพฯ กระทบลูกหนี้จำกัด ไม่ดัน NPL คงเป้าสินเชื่อโต 8-10% รับต้นทุนการเงินลด ขณะที่โบรกคาดกำไร Q3/69 ทะลุ 2 พันล้านบาท ทำนิวไฮ 13 ไตรมาสติด แนะซื้อ ราคาเป้าหมาย 42 บาท
KEY
POINTS
- MTC ประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าในวงจำกัด และไม่น่าจะทำให้หนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- บริษัทมีแนวโน้มทำกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2569 เป็นสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 13 โดยนักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 2.0 พันล้านบาท
- ปัจจัยหนุนกำไรมาจากการเติบโตของสินเชื่อและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง หลังธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และบริษัทได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือ
นายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เหตุอุทกภัยในกรุงเทพฯ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าในวงจำกัด และไม่น่าทำให้บริษัทต้องตั้งสำรองเพิ่มหรือมีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายไตรมาส 3/2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/2569
ปัจจุบันสาขา MTC ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเหลือประมาณ 30 สาขา ลดลงจากราว 60 สาขาในสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายและผลกระทบมีแนวโน้มเป็นเพียงชั่วคราว โดยบริษัทประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์ครั้งนี้ต่ำกว่าน้ำท่วมในภาคใต้และเหตุแผ่นดินไหวในอดีต
"การรับรู้ NPL ต้องพิจารณาจากการค้างชำระเกิน 90 วัน ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมเพิ่งเกิดขึ้นประมาณ 2 สัปดาห์ จึงยังไม่ส่งผลต่อคุณภาพหนี้ในทันที ทั้งนี้ จากประสบการณ์น้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ตามปกติในช่วงเดือนที่ 4-5 บริษัทจึงจะติดตามสถานการณ์และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าอย่างใกล้ชิด" นายปริทัศน์ กล่าว
สำหรับการช่วยเหลือลูกค้าผู้ประสบภัย MTC พิจารณาเป็นรายกรณี ลูกค้าที่ยังชำระหนี้ได้สามารถเข้ามาชำระที่สาขา ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบจนไม่สามารถชำระได้ บริษัทเปิดให้เลื่อนการชำระออกไปเป็นเดือนถัดไป
คงเป้าพอร์ตสินเชื่อโต 8-10%
ด้านแนวโน้มธุรกิจไตรมาส 4/2569 บริษัทประเมินว่าความต้องการสินเชื่อยังมีต่อเนื่อง ทั้งเพื่อเสริมสภาพคล่องและเป็นเงินทุนหมุนเวียนของผู้ประกอบการและประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน MTC จึงยังคงเป้าหมายการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อรวมทั้งปีไว้ที่ 8-10% แม้เป็นอัตราที่ชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากบริษัทให้ความสำคัญกับการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังและสอดคล้องกับรายได้ของประชาชน
ส่วนกำไรสุทธิมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง หลังธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้งในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับ MTC ได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือเป็นระดับ A- นอกจากนี้ หุ้นกู้และเงินกู้เดิมที่มีต้นทุนสูง ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20-30% ของพอร์ต จะทยอยครบกำหนดและรีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงภายใน 12 เดือนข้างหน้า
นายปริทัศน์กล่าวว่า ภาพเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณสนับสนุนจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้แก่ Moody’s, Fitch และ S&P ซึ่งปรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจาก Negative Outlook เป็น Stable Outlook ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น Data Center มูลค่ารวมกว่า 400,000 ล้านบาท ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้คนไทยบางกลุ่ม
อย่างไรก็ตาม กลุ่มเปราะบางยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่มาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยและไทยช่วยไทย Plus มีส่วนช่วยประคองการใช้จ่ายและความสามารถในการชำระหนี้ ขณะที่เกษตรกรได้อานิสงส์จากราคาพืชผลในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าวสารในประเทศที่ขยับมาอยู่ที่ระดับกว่า 8,000 บาทต่อตัน จากปัญหาภัยแล้งในอินเดีย
ประสานแหล่งทุนต่างประเทศ
สำหรับการเติบโตระยะยาว ภาครัฐมีแผนกู้เงินจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น ADB, IMF และ World Bank วงเงิน 200,000-400,000 ล้านบาท เพื่อนำไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ส่วน MTC ร่วมมือกับพันธมิตรทางการเงินระหว่างประเทศ ได้แก่ IFC ในเครือ World Bank Group, ADB, รัฐบาลญี่ปุ่น และรัฐบาลเยอรมนี รวมถึงอยู่ระหว่างหารือกับรัฐบาลแคนาดา เพื่อระดมทุนในต้นทุนที่เหมาะสมและนำไปปล่อยกู้แก่ผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน
พร้อมกันนี้ เร็วๆนี้ บริษัทจะมีการเข้าพบธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) เป็นการประชุมหารือประจำปีตามรอบ เพื่อการรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจจากผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรม โดย MTC สนับสนุนการกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่ออย่างเข้มงวด เพราะเห็นว่าการกำกับดูแลที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุดในระยะยาว
กำไร Q3 ทะลุ 2 พันล้าน ทำนิวไฮต่อ
นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป เปิดมุมมองต่อ MTC ว่า ทางฝ่ายคาด MTC จะมีกำไรในไตรมาส 3/2569 2.0 พันล้านบาท ทุบสถิติสูงสุดใหม่ (New high) เป็นไตรมาสที่ 13 ติดต่อกัน เพิ่มขึ้น 18.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น
และยังคาดว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจะลดลงด้วย และคาดกำไรจะเพิ่มขึ้นด้วย 7.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักๆ เป็นผลมาจากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะคาดว่าค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และการตั้งสำรองที่เพิ่มสูงขึ้น
พร้อมกันนี้ คาดสินเชื่อในไตรมาส 3/2569 จะเร่งตัวขึ้น แต่หนี้สงสัยจะสูญ (NPL) ก็อาจเพิ่มขึ้นด้วย โดยที่ผ่านมาสินเชื่อในครึ่งปีหลังของ MTC จะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก ทำให้คาดว่าสินเชื่อในไตรมาส 3/2569 จะเร่งตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน
โดยคาดว่าสินเชื่อจะเติบโต 3.1% จากไตรมาสก่อนหน้า จากไตรมาสก่อนที่สินเชื่อเติบโต 2.6% จากไตรมาสก่อนหน้า และทำให้สินเชื่อเติบโตจากสิ้นปี 2568 เพิ่มเป็น 5.8% นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน แต่ก็คาดว่า NPL อาจจะเพิ่มขึ้นต่อได้
อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ของ MTC ไว้ที่ 7.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ และคาดว่าผล ประกอบการจะทำ New high ได้ต่อ ยังคงราคาพื้นฐาน 42 บาท ยังเหลือส่วนต่างอยู่พอสมควร แนะนำซื้อ







