thansettakij
thansettakij
กูรูชี้หุ้นไทยเด่น รับสัญญาณบวกเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน ชู CBG-BJC-BDMS

กูรูชี้หุ้นไทยเด่น รับสัญญาณบวกเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน ชู CBG-BJC-BDMS

22 ก.ย. 69 | 03:40 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ย. 69 | 03:40 น.

โบรกมองตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแรงหนุนจากมุมมองเครดิตประเทศดีขึ้น มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย และความหวังการส่งออกเดือนส.ค. ที่คาดโต 24.8% หนุนเงินหมุนเข้าหุ้นในประเทศ ชู CBG-BJC-BDMS

KEY

POINTS

  • ตลาดหุ้นไทยได้รับ 3 ปัจจัยบวกหนุน ได้แก่ การปรับเพิ่มแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยโดย Fitch Ratings, มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ และคาดการณ์ตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมที่ขยายตัวสูง
  • เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้นกลุ่มเศรษฐกิจโลก (Global Play) เข้าสู่หุ้นกลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ (Domestic Play) ซึ่งราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่า
  • บล.เอเซีย พลัส ชูหุ้นเด่นที่ได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจในประเทศ ได้แก่ CBG, BJC และ BDMS

บล.เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแรงหนุนจากมุมมองเครดิตประเทศที่ดีขึ้น ความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย และความคาดหวังต่อการส่งออกเดือนสิงหาคม ขณะที่เงินลงทุนเริ่มหมุนจากหุ้นอิงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศ แนะจับตา CBG, BJC และ BDMS

ภาพรวมสภาวะการลงทุนโลกที่เริ่มผ่อนคลายความกังวล หลังการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ไม่ได้ส่งสัญญาณเข้มงวดเกินคาด ผสานราคาน้ำมันดิบที่ย่อตัวลงอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อระยะสั้น

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจาก 3 สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจภายในประเทศ ได้แก่ การปรับเพิ่มแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยโดย Fitch Ratings, การเตรียมคลื่นมาตรการกระตุ้นการบริโภค "ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2" วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท

และตัวเลขการส่งออกเดือนสิงหาคมที่คาดว่าจะขยายตัวเร่งตัวขึ้นถึง 24.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์การหมุนเวียนของเม็ดเงิน (Sector Rotation) จากหุ้นอิงเศรษฐกิจโลก (Global Play) เข้าสู่หุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Domestic Laggard)

เกาะติดทิศทางเศรษฐกิจโลก

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดทุนสัปดาห์นี้ (21-25 ก.ย. 2569) ว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกเริ่มต้นสัปดาห์ในเชิงบวกอย่างเด่นชัด โดยดัชนีสัญญาซื้อขายล่วงหน้า S&P 500 Futures ปรับตัวขึ้น +0.2% ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียนำโดยเกาหลีใต้ปรับตัวขึ้นแรง 1.4%

ตอบรับปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เคยสร้างแรงกดดันก่อนหน้านี้เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลก หลังธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 2 เสียงในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 basis points สู่ระดับ 1.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้

"การที่แถลงการณ์ของ BOJ ไม่ได้ส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดในอนาคต ได้ช่วยคลายความวิตกกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงการคลายสถานะ Yen Carry Trade ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับ 156.95 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ และดันดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทะลุระดับ 100 จุด"

นอกจากนี้ ตลาดการเงินยังได้รับปัจจัยหนุนจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบโลกติดต่อกันเป็นวันที่ 3 ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลด้านแรงกดดันเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตในระยะสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ในฝั่งการเมืองและเทคโนโลยีสากล ตลาดจับตาการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในวันที่ 24 กันยายนนี้ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งคาดว่าจะมีการเจรจาในประเด็นสำคัญ

อาทิเช่น อัตราภาษี การควบคุมเทคโนโลยี AI ชิปประมวลผลขั้นสูง และแร่หายาก (Rare Earths) ซึ่งการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก จึงเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากจีน เช่น DR: NVDA80 และ DR: AMAT01

ขณะเดียวกัน คืนนี้หลังตลาดสหรัฐฯ ปิดทำการ ดัชนี S&P 500 และ S&P 100 เตรียมนำหุ้น SanDisk และ Bloom Energy เข้าคำนวณในดัชนีอย่างเป็นทางการ ซึ่งบริษัททั้งสองกำลังเผชิญสภาวะคอขวดด้านอุปทาน (Supply Bottleneck) จากอุปสงค์ที่พุ่งสูงของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) จึงแนะนำเก็งกำไรระยะสั้นผ่าน DR: SNDK80 และ DR: BE03

เจาะลึกความเคลื่อนไหวเศรษฐกิจและทิศทางตลาดทุนไทย

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย กำลังได้รับแรงขับเคลื่อนและสัญญาณบวกที่แข็งแกร่งจาก 3 ปัจจัยหลักเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งผ่านเม็ดเงินและสร้างความเชื่อมั่นสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป ประกอบด้วย

1. Fitch Ratings ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือไทยเป็น STABLE : สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประกาศปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากเดิม Negative ขึ้นสู่ STABLE (มีเสถียรภาพ) บนอันดับความน่าเชื่อถือที่ BBB+

ซึ่งสอดคล้องกับสถาบันหลักระดับโลกอย่าง Moody's และ S&P ปัจจัยนี้ช่วยรักษาเสถียรภาพของต้นทุนการระดมทุนทั้งในตลาดพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ภาคเอกชน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยหนุนให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) มีโอกาสสลับไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะยาว

2. มาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2" วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท: หลังจากโครงการในเฟสแรกสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสะสมสูงถึง 1.61 แสนล้านบาท โดยมีประชาชนได้รับสิทธิ์กว่า 26 ล้านคน และร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1.2 ล้านราย

รัฐบาลจึงเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติโครงการเฟส 2 (แจกเงินกระตุ้นการใช้จ่าย 1,000 บาท ระยะเวลา 2 เดือน) โดยใช้วงเงินงบประมาณเดิมราว 50,000 ล้านบาท ประเด็นนี้สร้าง Sentiment เชิงบวกโดยตรงต่อกลุ่มหุ้นค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม และกลุ่มร้านอาหาร

3. ตัวเลขส่งออกไทยเดือนสิงหาคมคาดขยายตัวร้อนแรง 24.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน : ตลาดคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกของไทยประจำเดือนสิงหาคม 2569 จะขยายตัวเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 24.8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เพิ่มขึ้นจากระดับ 21.6% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนในเดือนกุมภาพันธ์ 

ซึ่งเป็นการเติบโตสอดคล้องกับประเทศผู้นำด้านการส่งออกในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งของภาคการส่งออกจะช่วยหนุนประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากภาคการส่งออกมีสัดส่วนสูงถึง 60-70% ของ GDP ประเทศ

เปิดโผกลุ่มอุตสาหกรรมรับอานิสงส์และกลยุทธ์การลงทุน

แม้กระแสเงินทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทยจะเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง แต่ภาพที่ปรากฏชัดเจนตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการเกิด Sector Rotation หรือการหมุนเวียนของเม็ดเงินลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยนักลงทุนได้สลับขายทำกำไรออกจากกลุ่มหุ้นอิงเศรษฐกิจโลก (Global Play) ที่มีความผันผวนสูงตามทิศทางตลาดสากล เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON), กลุ่มพลังงาน (ENERG) และปิโตรเคมี (PETRO)

เพื่อย้ายเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มหุ้นอิงเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Play) มากขึ้น โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงซื้อโดดเด่นและปรับตัวขึ้นสวนทางตลาด ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ (BANK +2.99%), กลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และ REITs (PF&REIT +2.37%), กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (PKG +1.77%), กลุ่มประกันภัย (INSUR +1.76%), กลุ่มการเงิน (FIN +1.19%) และกลุ่มพาณิชย์ (COMM +1.10%)

ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้มุ่งเน้นไปยังหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่แนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 4/2569 จะออกมาโดดเด่น และระดับราคายังคงอยู่ในโซน Laggard เมื่อเทียบกับตลาด

แนะนำหุ้นเด่นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว

  • CBG: รับผลประโยชน์โดยตรงจากมาตรการ "ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2" ดันยอดขายเครื่องดื่มบำรุงกำลังฟื้นตัวแรง ผสานแนวโน้มผลประกอบการงวดไตรมาส 3 และ 4 เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น
  • BJC: รับ Sentiment เชิงบวกจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐผ่านห้างบิ๊กซี และราคาหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นแรง +9.09% สะท้อนแรงซื้อสลับเข้ากลุ่ม Domestic Laggard อย่างชัดเจน
  • BDMS: หุ้นปลอดภัยในกลุ่มการแพทย์ที่ราคายังคง Laggard ตลาด แต่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง คาดการณ์กำไรปกติไตรมาส 4 จะเติบโตโดดเด่นตามการฟื้นตัวของคนไข้ชาวต่างชาติและโรคตามฤดูกาล