thansettakij
thansettakij
เอเซีย พลัส เปิด 5 กลุ่มหุ้น Laggard ลุ้น Catch-up Trade รับไฮซีซัน Q4

เอเซีย พลัส เปิด 5 กลุ่มหุ้น Laggard ลุ้น Catch-up Trade รับไฮซีซัน Q4

18 ก.ย. 69 | 08:24 น.
อัปเดตล่าสุด :18 ก.ย. 69 | 08:25 น.

เอเซีย พลัสชี้ตลาดหุ้นโลกฟื้น น้ำมัน-บอนด์ยีลด์ลดแรงกดดัน เปิด 5 กลุ่มหุ้น Laggard ลุ้น Catch-up Trade รับไฮซีซัน Q4 พร้อมจับตา FTSE Rebalance หนุน Fund Flow และ SET แนวต้าน 1,600 จุด

KEY

POINTS

  • บล.เอเซีย พลัส เปิดเผย 5 กลุ่มหุ้น Laggard ที่ราคาปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (SET Index) และมีโอกาสฟื้นตัว (Catch-up Trade) ในช่วงไตรมาส 4
  • กลุ่มหุ้นดังกล่าวคาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยว การจับจ่ายใช้สอย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
  • 5 กลุ่มหุ้นที่น่าจับตาประกอบด้วย กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM), การแพทย์ (HELTH), ค้าปลีก (COMM), สื่อสาร (ICT) และการเงิน (FIN)

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกและตลาดหุ้นไทยว่า บรรยากาศการลงทุนเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวในระยะสั้น หลังปัจจัยกดดันสำคัญหลายด้านเริ่มผ่อนคลาย ทั้งราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลง ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ ลดลง และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนชะลอลงชั่วคราวก่อนการประชุมผู้นำ

สำหรับตลาดหุ้นไทย เอเซีย พลัสมองว่า ยังมีปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ รวมถึงแรงซื้อจากการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE Global Equity Index ซึ่งมีผลราคาปิดวันที่ 18 กันยายน 2569 พร้อมมองโอกาสในหุ้นกลุ่มที่ราคาปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด หรือ Laggard ซึ่งมีโอกาสเกิด Catch-up Trade ในช่วงไฮซีซันไตรมาส 4/2569

ตลาดหุ้นโลกฟื้น น้ำมัน-บอนด์ยีลด์ลดแรงกดดัน

ภาพรวมตลาดหุ้นฝั่งตะวันตกเริ่มฟื้นตัว โดยดัชนีหุ้นสำคัญในสหรัฐฯ ปรับขึ้นประมาณ 0.6-1.7% ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปเพิ่มขึ้นราว 0.6-1.2% จากปัจจัยบวกหลายด้าน

ประการแรก ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวลง หลังมีความคืบหน้าในการฟื้นฟูกำลังการขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียผ่าน East-West Pipeline ประกอบกับจีนประสานกับอิหร่านเพื่อช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงบริเวณช่องแคบ Bab el-Mandeb และทำให้ตลาดคลายกังวลด้านอุปทานพลังงาน

ประการที่สอง Bond Yield สหรัฐฯ ปรับลดลงอย่างน้อย 4 bps ในทุกช่วงอายุ หลังราคาน้ำมันลดลง ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและเพิ่มความเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะสามารถควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบได้

ด้านพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษได้รับแรงหนุนเพิ่มเติม หลังธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE ยกเลิกแผนการขายพันธบัตรระยะยาวภายใต้โครงการ Quantitative Tightening หรือ QT

ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาความคืบหน้าทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยสหรัฐฯ เตรียมเลื่อนการประกาศมาตรการภาษีเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับประเด็น Overcapacity ของจีน จนกว่าจะผ่านการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 24 กันยายน 2569

จับตา BOJ-หุ้นชิป หลังเทคโนโลยีฟื้นแรง

อีกปัจจัยที่ตลาดโลกให้ความสนใจคือการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ในวันนี้ ซึ่งตลาดคาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps สู่ระดับ 1.25% โดยหาก BOJ ส่งสัญญาณเข้มงวดมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยหนุนให้เงินเยนกลับมาแข็งค่า

ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับ Sentiment เชิงบวก หลัง Lip-Bu Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Intel ระบุว่าอุปสงค์ชิปหน่วยความจำยังแข็งแกร่งและราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้หุ้น Sandisk เพิ่มขึ้น 6% Micron เพิ่ม 5% SMCI เพิ่ม 10% Hewlett Packard เพิ่ม 8% และ Dell เพิ่ม 4%

ขณะที่ Generac หรือ GNRC ปรับขึ้น 18% หลังได้รับสัญญาจัดส่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้ Data Center ของ Amazon มูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center ที่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของหุ้นเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทาน

FTSE Rebalance คาดเงินต่างชาติหนุนวอลุ่ม SET

สำหรับตลาดหุ้นไทย เอเซีย พลัสมองว่ามีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยกระทรวงการคลังเตรียมเสนอต่อที่ประชุม ครม. วันที่ 22 กันยายน 2569 เพื่อพิจารณาต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อรักษาแรงส่งการบริโภคภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตามผลการเจรจาประเด็นภาษีการค้าระหว่างตัวแทนรัฐบาลไทยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงการเดินทางเข้าร่วมประชุม UNGA ครั้งที่ 81 ของนายกรัฐมนตรีไทยในวันที่ 24 กันยายน 2569

อีกปัจจัยสำคัญคือการปรับน้ำหนัก FTSE Global Equity Index ซึ่งมีผลราคาปิดวันที่ 18 กันยายน โดยกลุ่ม Large Cap ปรับ CPN ออกไป Mid Cap ขณะที่กลุ่ม Mid Cap มี CPN เพิ่มเข้ามา และมี BTS, LH, SCCC และ TU ถูกย้ายไป Small Cap ส่วน FTREIT และ THAI ถูกเพิ่มเข้าคำนวณในกลุ่ม Small Cap

เอเซีย พลัสประเมินว่า การปรับพอร์ตของกองทุนต่างชาติจะช่วยเพิ่มมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญราว 9,000 ล้านบาท โดยอิงจากสถิติการปรับดัชนี MSCI Rebalance เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา และมองว่า SET มีโอกาสเปิดบวก โดยมีแนวต้านแรกที่ระดับ 1,600 จุด

เปิด 5 กลุ่มหุ้น Laggard ลุ้น Catch-up Trade รับ Q4

แม้ SET Index ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันจะปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 25.7% แต่เมื่อพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม ยังมีกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กำลังเข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในไตรมาส 4

เอเซีย พลัสจึงมองว่าหุ้นกลุ่ม Laggard มีโอกาสเกิด Catch-up Trade โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่

  1. กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) YTD +8.4% ได้แก่ AOT, THAI, CENTEL และ ERW ซึ่งมีปัจจัยหนุนโดยตรงจากช่วง High Season ของการเดินทางในไตรมาส 4
  2. กลุ่มการแพทย์ (HELTH) YTD +7.6% ได้แก่ BDMS, BH, BCH และ PR9 โดยได้แรงหนุนจากความต้องการรักษาพยาบาลตามฤดูกาล รวมถึงการใช้สิทธิสวัสดิการตรวจสุขภาพช่วงปลายปี
  3. กลุ่มค้าปลีก (COMM) YTD +6.8% ได้แก่ CRC, BJC, COM7, CPALL และ CPAXT ซึ่งมีโอกาสได้รับแรงส่งจากการบริโภคในประเทศและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ
  4. กลุ่มสื่อสาร (ICT) YTD +6.5% ได้แก่ ADVANC และ TRUE โดยได้ปัจจัยหนุนจากฤดูกาลเปิดตัวสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่
  5. กลุ่มการเงิน (FIN) YTD +7.3% ได้แก่ MTC, TIDLOR, KTC และ AEONTS ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่กลับมาคึกคัก

ชี้เป้าหุ้นเด่น INTEL80-NVDA80-CPN-CBG-DELTA

สำหรับกลยุทธ์รายวัน เอเซีย พลัสแนะนำหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ได้แก่

  • INTEL80 ซึ่งได้รับปัจจัยบวกจากข่าว SK Hynix พิจารณาความร่วมมือกับ Intel เพื่อผลิตชิปหน่วยความจำในสหรัฐฯ โดยให้แนวรับ 3.62 บาท แนวต้าน 3.70 บาท และจุดตัดขาดทุน 3.56 บาท
  • NVDA80 ได้รับ Sentiment เชิงบวกจากการยืนยันของ Jensen Huang ว่าไม่มีการชะลอการพัฒนา AI โดยมีแนวรับ 36.25 บาท แนวต้าน 38.00 บาท และจุดตัดขาดทุน 35.00 บาท
  • CPN ยังเป็นหุ้นที่ราคาค่อนข้าง Laggard และมีแนวโน้มผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 แข็งแกร่งจากธุรกิจศูนย์การค้า โรงแรม และที่อยู่อาศัย โดยมีแนวรับ 63.25 บาท แนวต้าน 66.00 บาท และจุดตัดขาดทุน 62.00 บาท
  • CBG ได้รับประโยชน์จากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อน จากยอดขายทั้งในไทยและเมียนมา ขณะที่ DELTA แม้บริษัทแม่มีแผนออกหุ้นกู้แปลงสภาพ แต่เอเซีย พลัสมองว่าไม่กระทบปัจจัยพื้นฐาน พร้อมคาดกำไรไตรมาส 3/2569 เติบโตทั้ง QoQ และ YoY

ทั้งนี้ ระดับราคา แนวรับ แนวต้าน และจุดตัดขาดทุนข้างต้นเป็นข้อมูลตามมุมมองของฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ณ วันที่จัดทำบทวิเคราะห์ และอาจเปลี่ยนแปลงตามภาวะตลาด