
GULF-THCOM ฝ่าปมพิพาท 1.25 พันล้าน โบรกชี้กระทบจำกัด ลุ้น USO ดันหุ้นฟื้น
ข้อพิพาทดาวเทียม 1.25 พันล้าน กดดันหุ้น THCOM-GULF ระยะสั้น โบรกฯ เสียงแตก “ซื้อ-ขาย” จับตาความเสี่ยงคดีและโครงการ USO เฟส 3 ชี้ชะตาหุ้นในระยะต่อไป
KEY
POINTS
- ครม. อนุมัติให้กระทรวงดิจิทัลฯ ดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย 1.25 พันล้านบาทจาก THCOM และ GULF กรณีข้อพิพาทการส่งมอบทรัพย์สินหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน
- โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นปัจจัยลบที่กดดันราคาหุ้นในระยะสั้น โดยกระทบต่อ THCOM มากกว่า GULF อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมูลค่าเรียกร้องคิดเป็นสัดส่วนสูงต่อมูลค่าตลาด
- กระบวนการทางกฎหมายคาดว่าจะใช้เวลายาวนานหลายปี และยังไม่มีข้อยุติ ทำให้บริษัทยังไม่มีภาระต้องตั้งสำรองหรือชำระเงินในทันที
- ข้อพิพาทอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและความสัมพันธ์กับภาครัฐ ซึ่งอาจกระทบโอกาสทางธุรกิจของ THCOM ในอนาคต
ประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการส่งมอบทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทานดาวเทียม กลับมาเป็นปัจจัยกดดันหุ้นบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM และบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF หลังมีรายงานว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา อนุมัติให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ดำเนินกระบวนการทางอนุญาโตตุลาการ และ/หรือกระบวนการทางศาล เพื่อรักษาสิทธิเรียกร้องค่าปรับและค่าเสียหายรวม 1,259.32 ล้านบาท
แม้ข้อพิพาทอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะสั้น แต่ปัจจุบันยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมายหรือภาระทางการเงินเกิดขึ้นจริง อีกทั้งกระบวนการอาจใช้เวลาหลายปี ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขเรียกร้อง 1.25 พันล้านบาท แต่รวมถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐ สัญญาบริหารดาวเทียมในปัจจุบัน และโอกาสรับงานภาครัฐของ THCOM ในอนาคต
ข้อพิพาทเกิดจากอะไร
สัญญาสัมปทานกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศเป็นสัญญารูปแบบสร้าง-โอน-ดำเนินการ หรือ Build-Transfer-Operate มีอายุ 30 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2534 และสิ้นสุดวันที่ 10 กันยายน 2564
ภายหลังสัญญาสิ้นสุด THCOM ยืนยันว่าได้ส่งมอบการครอบครองดาวเทียมและทรัพย์สินตามสัญญาให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมครบถ้วนแล้ว โดยทรัพย์สินเกี่ยวกับดาวเทียมไทยคม 4 และไทยคม 6 ถูกส่งต่อให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ดูแล
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับทรัพย์สินบางส่วน โดยภาครัฐเห็นว่าอุปกรณ์จำนวน 6 ประเภทเป็นส่วนสำคัญของระบบและต้องโอนคืนตามสัญญา ขณะที่ THCOM เห็นว่าเป็นทรัพย์สินที่จัดสร้างขึ้นเพื่อใช้กับดาวเทียมไทยคม 7-10 ซึ่งอยู่นอกขอบเขตสัมปทานเดิม
สำหรับมูลค่าเรียกร้องรวมประมาณ 1.25 พันล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าทรัพย์สินโดยตรงประมาณ 300 ล้านบาท ส่วนที่เหลือราว 900 ล้านบาท เป็นค่าเสียโอกาสของ NT
เหตุใดข้อพิพาทจึงกลับมาเป็นประเด็น
ฝ่ายวิเคราะห์ TTB Wealth ระบุว่า กรอบระยะเวลา 5 ปีสำหรับการดำเนินกระบวนการอนุญาโตตุลาการกำลังจะครบกำหนด ภาครัฐจึงต้องขอความเห็นชอบจาก ครม. เพื่อสงวนและรักษาสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหาย ไม่ได้หมายความว่าเกิดคำพิพากษา หรือ THCOM และ GULF มีภาระต้องชำระเงินแล้ว
ปัจจุบันกรณีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาและกระบวนการอนุญาโตตุลาการ โดยยังไม่มีคำตัดสินชี้ขาดจากศาล
TTB Wealth จึงมองว่าข้อพิพาทดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยลบระยะสั้นต่อ THCOM ขณะที่ผลกระทบต่อ GULF อยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากส่วนที่เกี่ยวข้องกับ GULF โดยนัยมีมูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท หรือน้อยกว่า 0.1% ของมูลค่ากิจการ
ส่วนมูลค่าเรียกร้องทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 10% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ THCOM จึงมีนัยต่อราคาหุ้น THCOM มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ทั้งสองบริษัทยังระบุว่า ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งสำรองค่าใช้จ่ายในขณะนี้ และข้อพิพาทไม่กระทบต่องานบริหารและบำรุงรักษา หรือ O&M ที่ THCOM ให้บริการแก่ NT ในปัจจุบัน
TTB Wealth ประเมินว่ากระบวนการทางกฎหมายอาจใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้ข้อยุติ พร้อมคงคำแนะนำซื้อ GULF และเลือกเป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ของกลุ่มอุตสาหกรรม
กสิกรไทยชี้ 3 ความเสี่ยงกดดัน THCOM
บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยระบุว่า แม้กระบวนการทางกฎหมายอาจใช้เวลานานและผลลัพธ์ยังคาดการณ์ได้ยาก แต่ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นถือเป็นปัจจัยนอกเหนือความคาดหมาย ซึ่งมีแนวโน้มกระทบเชิงลบต่อราคาหุ้น THCOM
ประเด็นที่ต้องติดตามมี 3 ด้าน ได้แก่
- ข้อพิพาทเกี่ยวกับการโอนทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทาน
- ความเสี่ยงต่อสัญญาบริหารจัดการดาวเทียมไทยคม 4 และไทยคม 6 ระหว่าง THCOM กับ NT ทั้งในอดีตและอนาคต
- ความสัมพันธ์ระหว่าง THCOM กระทรวงดิจิทัลฯ และ NT ซึ่งอาจเชื่อมโยงถึงโอกาสทางธุรกิจในอนาคต
โดยประเมินว่า มูลค่าเรียกร้องก่อนหักภาษีจำนวน 1.259 พันล้านบาท เทียบเท่า 1.15 บาทต่อหุ้น THCOM หรือคิดเป็น 11.05% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของ THCOM ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1.14 หมื่นล้านบาท
นอกจากความเสี่ยงทางการเงินแล้ว ยังมีความกังวลว่าข้อพิพาทอาจกระทบต่อโอกาสรับงานโซลูชันดาวเทียมในตลาดภาครัฐ หรือ B2G ของ THCOM ในอนาคต โดยขนาดของผลกระทบที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับรายละเอียดข้อเรียกร้องและพัฒนาการของคดี
กรุงศรีมองกดดันหุ้น 1-2 เดือน
บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีประเมินว่า ข่าวข้อพิพาทจะกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในหุ้น THCOM เพียงระยะสั้น แต่ยังไม่กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานหรือสร้างภาระทางการเงินในระยะยาว ณ เวลานี้
กระบวนการพิจารณาอาจต้องผ่านอย่างน้อย 3 ขั้นตอน ได้แก่ ชั้นอนุญาโตตุลาการ ศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด โดยแต่ละขั้นตอนอาจใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ทำให้คดีอาจใช้เวลารวมถึง 6-9 ปีกว่าจะได้ข้อยุติสูงสุด
จากการพูดคุยกับฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของ THCOM บริษัทยังคงยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและส่งมอบทรัพย์สินภายใต้สัญญาสัมปทานครบถ้วนแล้ว ขณะที่การตรวจสอบงบการเงินยังไม่พบการตั้งสำรองหรือการเปิดเผยภาระจากคดีดังกล่าวในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
บล.กรุงศรีจึงคาดว่า THCOM ยังไม่จำเป็นต้องบันทึกค่าใช้จ่ายสำรองในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า พร้อมประเมินว่า จากกรณีข้อพิพาทลักษณะใกล้เคียงกันระหว่างภาครัฐและเอกชน แรงกดดันต่อราคาหุ้นมักเกิดขึ้นประมาณ 1-2 เดือนหลังข่าวเผยแพร่ ก่อนกลับมาเคลื่อนไหวตามปัจจัยพื้นฐาน
ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของ THCOM ระยะต่อไปจะอยู่ที่ความคืบหน้าการประมูลโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือ USO เฟส 3 ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะช่วยพลิกฟื้นผลประกอบการ โดยบล.กรุงศรียังคงคำแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 14.70 บาทต่อหุ้น
บัวหลวงคง “ขาย” หวั่นความเสี่ยงกฎเกณฑ์
บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวงมองว่า ต้นตอของข้อพิพาทอยู่ที่การตีความนิยาม “ทรัพย์สินที่ต้องโอนคืนรัฐ” แตกต่างกัน โดยภาครัฐเห็นว่าอุปกรณ์ 6 รายการเป็นส่วนควบสำคัญที่ต้องส่งมอบ ขณะที่ THCOM ยืนยันว่าได้ส่งมอบดาวเทียมและสถานีควบคุมหลักครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2564
เนื่องจากเงื่อนไขและนิยามยังมีความคลุมเครือ คดีจึงอาจต้องผ่านทั้งกระบวนการอนุญาโตตุลาการและศาลปกครอง ใช้เวลาประมาณ 5-7 ปีกว่าจะถึงที่สุด ส่งผลให้บริษัทยังไม่น่าต้องตั้งสำรองจนกว่าจะมีคำตัดสิน
อย่างไรก็ดี หากประเมินกรณี THCOM แพ้คดีและต้องรับภาระเต็มจำนวน อาจกระทบมูลค่าหุ้นประมาณ 1.15 บาทต่อหุ้น
แม้ปัจจัยพื้นฐานและประมาณการผลประกอบการระยะสั้นยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ข้อพิพาทจะกดดันความเชื่อมั่น เนื่องจากก่อนหน้านี้ตลาดมองว่าความเสี่ยงจากข้อพิพาทกับภาครัฐลดลงต่อเนื่อง การกลับมาของประเด็นคดีจึงอาจทำให้นักลงทุนเพิ่มส่วนลดด้านความเสี่ยงทางกฎเกณฑ์ให้กับหุ้น THCOM อีกครั้ง
ประกอบกับหุ้นยังขาดปัจจัยกระตุ้นใหม่ระหว่างรอความชัดเจนของโครงการ USO เฟส 3 จากสำนักงาน กสทช. บล.บัวหลวงจึงคงคำแนะนำ “ขาย” ราคาเป้าหมาย 9.50 บาทต่อหุ้น
GULF-THCOM ยันยังไม่มีภาระจ่าย 1.25 พันล้าน
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF พร้อมด้วย THCOM ชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเดิมใช้ชื่อบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (มหาชน) และ THCOM ซึ่งเดิมใช้ชื่อบริษัท ชินวัตรแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) เป็นคู่สัญญากับกระทรวงดิจิทัลฯ ในสัญญาสัมปทานดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ
THCOM ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินกิจการดาวเทียมในนามของอินทัช และเมื่อสัญญาสัมปทานอายุ 30 ปีสิ้นสุดลง บริษัทได้ปฏิบัติตามสัญญาและส่งมอบทรัพย์สินภายใต้สัมปทานคืนให้กระทรวงครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2564
ต่อมา GULF ได้ควบบริษัทกับอินทัชเสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ทำให้นิติบุคคลใหม่รับโอนทรัพย์สิน หนี้สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งหมด รวมถึงเข้าสวมสิทธิเป็นคู่สัญญาหรือคู่ความในข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับสัมปทานแทนอินทัช
GULF และ THCOM ยืนยันว่า หากมีการเริ่มกระบวนการอนุญาโตตุลาการ บริษัทจะใช้สิทธิต่อสู้ตามกรอบกฎหมาย เพื่อรักษาประโยชน์ของบริษัท ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ออกหนังสือชี้แจง ทั้งสองบริษัทยังไม่มีภาระผูกพันหรือหน้าที่ตามกฎหมายตามที่ปรากฏเป็นข่าว และยังไม่มีภาระต้องชำระเงินประมาณ 1.25 พันล้านบาทให้แก่กระทรวงดิจิทัลฯ
สำหรับนักลงทุน ข้อพิพาทนี้จึงมีน้ำหนักต่อ “ความเชื่อมั่นและการประเมินความเสี่ยง” ของ THCOM มากกว่าผลกระทบต่อกำไรในทันที ส่วน GULF มีความเสี่ยงเชิงมูลค่าค่อนข้างจำกัด ขณะที่ทิศทางหุ้น THCOM ระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความชัดเจนของกระบวนการทางกฎหมาย ความต่อเนื่องของสัญญากับ NT และความคืบหน้าโครงการ USO เฟส 3 เป็นสำคัญ.
ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น GULF-THCOM
ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น GULF วันนี้ (7 กันยายน 2569) ณ เวลา 15:05 น. อยู่ที่ระดับ 62.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 1.62% ในช่วงระหว่างวันราคาหุ้นแกว่งตัวชนกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 63.25-61.50 บาท มูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 2,475.60 ล้านบาท
ส่วนความเคลื่อนไหวราคาหุ้น THCOM วันนี้ (7 กันยายน 2569) ณ เวลา 15:05 น. อยู่ที่ระดับ 10.20 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือเปลี่ยนแปลง 1.92% ในช่วงระหว่างวันราคาหุ้นแกว่งตัวชนกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 10.30-9.80 บาท มูลค่าซื้อขายทั้งสิ้น 85.67 ล้านบาท







