
Google-Gulf ชี้ศักยภาพไทยฮับ Data Center-AI รัฐยันไฟพร้อม 10,000 MW
Google มองไทยมีโอกาสเป็น “Epicenter” การลงทุน AI ระลอกใหม่ ชูต้นทุน-ที่ดินได้เปรียบ ด้าน Gulf เผย Data Center เกือบ 200 MW อยู่ระหว่างก่อสร้าง ขณะที่รัฐยันไฟสำรองพร้อมรับ 1 หมื่น MW
KEY
POINTS
- Google และ Gulf ชี้ว่าไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลาง (Epicenter) ด้าน Data Center และ AI ของภูมิภาค ด้วยความได้เปรียบด้านต้นทุน ที่ดิน และทำเลที่ตั้ง
- กระทรวงพลังงานยืนยันความพร้อมด้านระบบไฟฟ้า โดยมีกำลังผลิตสำรองประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ เพียงพอสำหรับรองรับความต้องการของ Data Center ในระยะสั้น
- ภาคเอกชนเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งสร้างกรอบนโยบายและกฎระเบียบด้านพลังงานที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพ เพื่อดึงดูดการลงทุนในระยะยาว
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเข้าสู่ช่วงขยายตัวครั้งใหญ่ โดยประเทศไทยถูกมองว่ามีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง หรือ “Epicenter” ของการลงทุนระลอกใหม่ จากความพร้อมด้านที่ดิน ต้นทุน พลังงาน และทำเลที่เชื่อมโยงกับภูมิภาค
ประเด็นดังกล่าวถูกเปิดเผยในงาน Bangkok Business Summit 2026 ช่วงเสวนาหัวข้อ “Powering Thailand’s Next Growth Cycle: Efficient Energy & Low Carbon Infrastructure” โดยมีผู้บริหารจาก Google และ Gulf Energy Development รวมไปถึงกระทรวงพลังงานร่วมสะท้อนทิศทางการลงทุน Data Center และ AI ขณะที่กระทรวงพลังงานระบุถึงความพร้อมของระบบไฟฟ้าไทยในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
คารัน บาจวา รองประธาน Google ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐาน AI ในปัจจุบันรวดเร็วกว่าในอดีตอย่างมาก โดย Google มีแผนสร้างโครงสร้างพื้นฐานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าในปริมาณมากกว่าที่บริษัทสร้างมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงขนาดของการลงทุนที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ระยะแรกเริ่มขึ้นในสิงคโปร์ ก่อนขยายมายังมาเลเซีย และขณะนี้ไทยกำลังได้รับความสนใจในฐานะพื้นที่รองรับการลงทุนระลอกใหม่ โดย Bajwa มองว่าไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็น “Epicenter” ของการขยายตัวด้าน AI ในรอบนี้
Google ชูไทยต้นทุนได้เปรียบ แนะดึงลงทุน AI
นายคารันกล่าวว่า โครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นธุรกิจที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนและที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญ โดยไทยมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนประมาณ 10% หรือมากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่รองรับการลงทุน และกรอบนโยบายที่เอื้อต่อการจัดหาที่ดิน
Google ได้ประกาศแผนลงทุนในประเทศไทยมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์แล้ว โดยปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กับที่ดินและต้นทุนคือความพร้อมด้านพลังงาน โดยเฉพาะปริมาณไฟฟ้าและอัตราค่าไฟฟ้า เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ต้องใช้พลังงานในระดับสูงและต้องการความต่อเนื่องของระบบ
นายคารันยังระบุว่า การดำเนินงานของภาครัฐเพื่อสร้างความมั่นใจว่ามีพลังงานเพียงพอ รวมถึงการออกแบบโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าที่จูงใจต่อการลงทุน จะเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะต่อไป
นอกจากนี้ ไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านภูมิรัฐศาสตร์จากการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นสองขั้วสำคัญของระบบนิเวศ AI โลก ทำให้ไทยมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียมีความพร้อมในระดับหนึ่ง และยังสามารถพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมโยงไปยังสหรัฐฯ อินเดีย ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
Data Center ต้องต่อยอด AI สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม Google มองว่าการสร้าง Data Center เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ AI และไม่ควรเป็นเป้าหมายสุดท้ายของการลงทุน เพราะประโยชน์ทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นในวงกว้างเมื่อโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวเชื่อมต่อกับบริการ AI การพัฒนาทักษะบุคลากร และการนำ AI ไปใช้จริงในภาคเศรษฐกิจ
นายคารันกล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องสร้างการใช้งาน AI ในประเทศ ตั้งแต่ผู้บริโภค ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดตลาดบริการ AI และสร้างมูลค่าเพิ่มจากโครงสร้างพื้นฐานที่เข้ามาลงทุน
ขณะเดียวกัน Google ยังคงมีเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2030 โดย Bajwa ระบุว่า การขยายตัวของ AI ทำให้ข้อจำกัดด้านพลังงานในระดับใหญ่กลายเป็นโจทย์สำคัญ และพลังงานสีเขียวเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการเจรจาด้านโครงสร้างพื้นฐานของบริษัท
นายคารันมองว่า การผสมผสานระหว่างที่ดิน พลังงาน นโยบาย และตลาดบริโภคภายในประเทศของไทย สามารถทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI กลายเป็น “National Critical Asset” หรือสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศได้
Gulf เผย Data Center เกือบ 200 MW อยู่ระหว่างสร้าง
ด้านนายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท Gulf Energy Development กล่าวว่า ความต้องการลงทุน Data Center ในประเทศไทยมีเข้ามาอย่างมาก โดยปัจจุบัน Gulf มี Data Center ที่เปิดดำเนินงานแล้วขนาด 25 เมกะวัตต์ และมีโครงการอีกเกือบ 200 เมกะวัตต์อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ความต้องการดังกล่าวมาจากกลุ่ม Hyperscaler ทั้งจากฝั่งตะวันตกและจีนที่ต้องการเข้ามาลงทุนและพัฒนาโครงการในประเทศไทย สะท้อนว่าไทยกำลังเข้าสู่การแข่งขันเพื่อเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค
นายสมิทธ์กล่าวว่า สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กับการลงทุนคือการสร้างความเข้าใจของสาธารณชนต่อ Data Center เนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้พลังงานและจำนวนการจ้างงานโดยตรงเมื่อเทียบกับขนาดการลงทุน
อย่างไรก็ตาม Data Center ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะแม้ประเทศไทยจะมีพลังงาน ชิป และข้อมูล แต่จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมดิจิทัลที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดย Gulf กำลังทำงานร่วมกับ Google เพื่อดึงกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น
Gulf จี้กติกาไฟฟ้าชัด ดึงลงทุนระยะยาว
นายสมิทธ์ยังเสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎระเบียบด้านพลังงานที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะ Direct PPA, Third Party Access และ Wheeling Charge เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถวางแผนการลงทุนได้
รวมถึงเสนอให้มีรายละเอียดและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากคณะกรรมการพิจารณาการลงทุน Data Center เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินความเป็นไปได้ของโครงการและเลือกพื้นที่ลงทุนได้อย่างเหมาะสม
สำหรับข้อกังวลที่ว่า Data Center เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่แต่สร้างงานโดยตรงไม่มาก นายสมิทธ์ยกตัวอย่างว่า ในช่วงโควิด-19 ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทย ไทยมี Digital Services Deficit ประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน หรือราว 100,000 ล้านบาทต่อเดือน และประมาณหนึ่งในสามเป็นค่าบริการดิจิทัลที่จ่ายออกไปในแต่ละเดือน
ดังนั้น Data Center จึงเปรียบเสมือน “โรงกลั่นน้ำมัน” ที่แม้ประเทศอาจไม่ได้ผลิตวัตถุดิบทั้งหมด แต่การมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ภายในประเทศช่วยให้สามารถเก็บมูลค่าจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศได้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการใช้งาน AI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
พลังงานยันไฟสำรอง 1 หมื่น MW รับ Data Center
ด้าน ดร.ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมด้านกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตส่วนเกินประมาณ 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถรองรับความต้องการจาก Data Center ในระยะสั้นได้
กระทรวงพลังงานได้รับคำร้องขอใช้ไฟฟ้าจากโครงการ Data Center ประมาณ 50 แห่ง แต่ยังต้องมีกระบวนการคัดเลือกเพื่อพิจารณาว่าโครงการใดมีความพร้อมและสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ เพื่อวางโรดแมปรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดร.ประเสริฐกล่าวว่า ระบบไฟฟ้าของไทยมีความพร้อมในการรองรับความต้องการใหม่ โดยหน่วยงานด้านไฟฟ้า ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. มีศักยภาพในการรองรับการขยายตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน ไทยต้องเดินหน้าขยายพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด รวมถึงพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับพลังงานที่มีความผันผวน โดยกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างจัดทำกรอบ Direct PPA เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาพลังงานสะอาดให้กับผู้ลงทุน
เร่ง BESS 50 GW-วาง SMR รับดีมานด์อนาคต
สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ดร.ประเสริฐระบุว่า ไทยมีเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 และจำเป็นต้องลดการปล่อยคาร์บอนจากภาคพลังงานลงประมาณ 80% จากระดับปัจจุบันราว 100 ล้านตัน เหลือประมาณ 19 ล้านตัน จึงต้องใช้พลังงานสะอาดหลายรูปแบบเข้ามาในระบบ รวมถึงเทคโนโลยี SMR
โครงข่ายไฟฟ้าจำเป็นต้องมีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น โดยมีแผนติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS ประมาณ 50 กิกะวัตต์ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ขณะที่ กฟผ. มีแผนลงทุนประมาณ 300,000-500,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของระบบและรักษาความมั่นคงด้านไฟฟ้า
ด้านค่าไฟฟ้า กระทรวงพลังงานพยายามบริหารจัดการให้อยู่ต่ำกว่า 4 บาทต่อหน่วย ผ่านการผสมผสานพลังงานแสงอาทิตย์ ลม แบตเตอรี่ ชีวมวล และก๊าซธรรมชาติ รวมถึงคาดหวังการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมในทะเลอันดามันช่วงปลายปีนี้ เพื่อเพิ่มแหล่งเชื้อเพลิงเข้าสู่ระบบ
ส่วน SMR ไทยวางแผนสร้างโรงไฟฟ้ายูนิตแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ภายใน 10 ปี และตั้งเป้าหมายกำลังผลิตรวม 9 กิกะวัตต์ หรือ 9,000 เมกะวัตต์ภายใน 20 ปี โดยการขยายกำลังผลิตจะขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของ AI และเทคโนโลยี รวมถึงการสนับสนุนจากประชาชนและความพร้อมด้านบุคลากร
3 ฝ่ายชี้โจทย์ใหญ่ “ไฟฟ้า-กติกา-ความเร็ว”
ภาพจากเวทีเสวนาสะท้อนว่า การแข่งขันเพื่อดึงการลงทุน AI และ Data Center ยังต้องมีระบบพลังงานที่เพียงพอ ต้นทุนที่แข่งขันได้ และสามารถจัดหาพลังงานสะอาดในระดับที่รองรับความต้องการของนักลงทุน
โดย Google เสนอว่า ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ไทยต้องเร่งสร้างกรอบนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่อง เพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน เนื่องจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI เติบโตเร็วกว่าด้านอุปทาน และสร้างความต้องการใช้ AI ภายในประเทศให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการผลักดันภาครัฐ สถาบันการเงิน และภาคธุรกิจเข้าสู่แนวทาง “AI-First”
ขณะที่ Gulf เน้นให้ความสำคัญกับการสร้างกฎระเบียบที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะ Third Party Access และ Wheeling Charge เพื่อให้เอกชนสามารถวางแผนลงทุนระยะยาวได้ ด้านกระทรวงพลังงานก็ยังคงมุ่งมั้นที่จะสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนกับความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและภาระต้นทุนของประชาชน
ทิศทางดังกล่าวทำให้การผลักดันไทยสู่ฮับ AI ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การดึง Data Center เข้ามาตั้งในประเทศ แต่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบ ตั้งแต่ไฟฟ้า พลังงานสะอาด โครงข่าย กฎระเบียบ ไปจนถึงการสร้างการใช้งาน AI ภายในประเทศ เพื่อเปลี่ยนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้กลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป






