
หุ้นไทยเสี่ยงพักฐาน เฟดขู่ขึ้นดอกเบี้ย-ตะวันออกกลางเดือด ชู 3 หุ้นตั้งรับ
หุ้นไทยเข้าโหมด Risk-off เจอเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย เงินทุนไหลออกและ XD กด SET ราว 7.5 จุด จับตา MSCI Rebalance พร้อมชู BBL-PTTEP-GUNKUL รับมือผันผวน
KEY
POINTS
- ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงปรับฐานจากปัจจัยลบต่างประเทศ ทั้งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น
- ปัจจัยกดดันภายในประเทศมาจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกต่อเนื่อง และการขึ้นเครื่องหมาย XD ในเดือนกันยายนซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อดัชนี
- นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์เลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) เพื่อตั้งรับความผันผวน โดยชู 3 หุ้นเด่น ได้แก่ BBL, PTTEP และ GUNKUL
บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกกำลังกลับเข้าสู่โหมดระมัดระวังอีกครั้ง เมื่อสัญญาณดอกเบี้ยขาขึ้นจากสหรัฐฯ ปะทะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จนเกิดแรงกระเพื่อมพร้อมกันทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร ค่าเงิน และราคาน้ำมัน ภาพของเงินทุนจึงเริ่มไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่าและต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยประเมิน
สำหรับตลาดหุ้นไทย แรงกดดันไม่ได้มาจากต่างประเทศเพียงด้านเดียว แต่ยังเผชิญเงินทุนต่างชาติไหลออก ฤดูกาลขึ้นเครื่องหมาย XD ที่อาจฉุดดัชนีราว 7.5 จุดในเดือนกันยายน รวมถึงการปรับพอร์ตตามดัชนี MSCI ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนเคลื่อนย้ายอย่างมีนัยสำคัญในหุ้นหลายตัว
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดมุมมองต่อภาพรวมตลาดทุนโลกและไทยว่า ตลาดการเงินเริ่มเผชิญความผันผวนและเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) อีกครั้ง หลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณนโยบายการเงินที่เข้มงวดเกินคาด ควบคู่กับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ปะทุรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลออกและฤดูกาลจ่ายเงินปันผลในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ แนะนำให้นักลงทุนปรับพอร์ตเน้นหุ้นพื้นฐานแกร่งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวเพื่อจำกัดความเสี่ยง
ปัจจัยภายนอกรุมเร้า
ภาพรวมตลาดหุ้นต่างประเทศเผชิญการปรับฐาน โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเฉลี่ยราว -0.02% ถึง -0.52% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ระยะสั้นอายุ 2 ปี พุ่งขึ้นแรงกว่า 3.63% ดันดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) แข็งค่าเข้าใกล้ระดับ 100 จุดอีกครั้ง
ปัจจัยเร่งหลักเกิดจากสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ในงานสัมมนา Jackson Hole 2026 ที่ส่งสัญญาณในโทนเข้มงวด (Hawkish) โดยตักเตือนว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังไม่ได้ปรับตัวลดลงรวดเร็วเท่าที่ควร และหากเงินเฟ้อยังคงยืนสูงเหนือระดับเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีโอกาสจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีกภายในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดการเงินคาดการณ์โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนนี้ขยับสูงขึ้นทันทีเป็น 57%
นอกจากนี้ ตลาดยังมีความกังวลเพิ่มขึ้นในฝั่งความตึงเครียดด้านอุปทานพลังงาน หลังมีกระแสรายงานข่าวว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศทำลายฐานยิงจรวดของอิหร่าน ซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมส่งทุ่นระเบิดเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่สำคัญที่สุดในโลก
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกสุ่มเสี่ยงปรับตัวเพิ่มขึ้นรอบใหม่และพยุงเงินเฟ้อโลกให้อยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น ขณะเดียวกัน ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นอ่อนค่าลงแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนแรงที่สุดในรอบ 1 เดือน ส่งผลให้กำไรสะสมของธนาคารกลางญี่ปุ่นจากการเข้าแทรกแซงค่าเงินในช่วงก่อนหน้าหายไปแล้วมากกว่าครึ่งหนึ่ง
เกาะติดงบเทคฯ สหรัฐฯ
ในสัปดาห์นี้ (31 ส.ค. – 4 ก.ย. 2569) ตลาดยังคงให้ความสนใจกับการประกาศผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในฝั่งสหรัฐฯ โดยกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะรายงานงบการเงินที่แข็งแกร่ง
ประกอบด้วย DELL และ Palo Alto Networks (วันอังคาร), Broadcom, Hewlett Packard Enterprise และ Snowflake (วันพุธ) รวมถึง Oracle (วันพฤหัสบดี) อย่างไรก็ตาม กลุ่มหุ้นเหล่านี้เริ่มเผชิญความกดดันด้าน Valuation และมีความเสี่ยงถูกขายทำกำไรระยะสั้นหากผลประกอบการไม่ได้ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ
ตรงกันข้ามกับฝั่งบริษัทเทคโนโลยีจีน Meituan (3690 HK) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มส่งอาหารยักษ์ใหญ่ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 เติบโตอย่างโดดเด่นและพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้รวดเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
โดยกวาดรายได้รวมสูงถึง 1.04 แสนล้านหยวน เติบโต 14% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน (ดีกว่าคาด 4%) และมีกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.41 หยวน เติบโตพุ่งแรงถึง 81% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน (สูงกว่าตลาดคาดการณ์ถึง 685%)
หลักๆ จากการได้รับการสนับสนุนหลักจากยอดสั่งซื้ออาหารที่ยังโตแข็งแกร่ง และการแข่งขันด้านราคาที่ผ่อนคลายลงหลังรัฐบาลจีนเข้ามาจัดระเบียบตลาดและควบคุมพฤติกรรมการแข่งขันของยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba และ JD.com หนุนให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ฟื้นตัวสู่ระดับ 33% แนะนำนักลงทุนหาจังหวะเก็งกำไรระยะสั้นผ่าน DR: MEITUAN80 ก่อนการทยอยปรับเพิ่มประมาณการจากสถาบันการเงินต่างๆ
ดักทางเม็ดเงินสะพัด MSCI Rebalance มีผล ณ ราคาปิดวันนี้
ประเด็นที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยในวันนี้คือการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI Rebalance ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ณ ราคาปิดในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยฝั่งฝ่ายวิจัยจำแนกกลุ่มหุ้นเด่นที่ได้รับผลกระทบทางตรงจากกระแสเงินทุนหมุนเวียน (Net Flow) ได้ดังนี้
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงบวก (Inflow)
- หุ้นเข้าใหม่ในดัชนี MSCI Thailand Small Cap ได้แก่ GUNKUL (คาดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิราว 13.0 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ HANA (คาดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิราว 15.5 ล้านเหรียญสหรัฐ)
- หุ้นที่ได้รับการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในดัชนีมาตรฐานหลัก ได้แก่ PTTEP (คาดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิราว 35.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ TRUE (คาดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิราว 27.1 ล้านเหรียญสหรัฐ)
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ (Outflow)
- หุ้นที่ถูกปรับคัดออกจากดัชนี Small Cap ได้แก่ CHG (คาดเม็ดเงินไหลออกสุทธิราว -5.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ JTS
- หุ้นที่ถูกปรับลดน้ำหนักการลงทุน ได้แก่ CPF (-4.1 ล้านเหรียญสหรัฐ), DELTA (-4.6 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ CPN (-36.4 ล้านเหรียญสหรัฐ)
ปัจจัยลบกดดันตลาดหุ้นไทย
ทั้งนี้ ตลาดตราสารหนี้ไทยเริ่มส่งสัญญาณทางลบ โดยนักลงทุนต่างชาติเดินหน้าเทขายสุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน (มิ.ย. – ส.ค. 2569) รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท ปัจจัยเงินทุนไหลออกนี้กลายเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อเสถียรภาพของเงินบาทและมีแนวโน้มผลักดันให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว
ประกอบกับการเลือกเป้าหมายลงทุน (Selective Buy) ของนักลงทุนต่างชาติในเอเชียสัปดาห์ก่อนที่หันไปเทน้ำหนักเข้าสู่ตลาดหุ้นไต้หวันกว่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และตลาดหุ้นเวียดนาม ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเผชิญยอดขายสุทธิสะสมกว่า 372 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยกำลังเข้าสู่ฤดูจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในเดือนกันยายน โดยจะมีบริษัทจดทะเบียนถึง 49 บริษัทเตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ซึ่งตามทฤษฎีราคาหุ้นจะปรับลดลงหลังสิทธิ์รับเงินปันผล (Ex-Dividend Effect) ฝ่ายวิจัยประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันทางเทคนิคต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ให้ปรับลดลงราว 7.5 จุด ในเดือนกันยายน
กลยุทธ์การลงทุน Selective Buy - เปิด 3 หุ้นเด่น
ภายใต้สภาวะตลาดที่มีอุปสรรครายล้อม ทั้งความไม่แน่นอนของอัตราดอกเบี้ย ฤดูกาลจ่ายปันผลฉุดดัชนี และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนตั้งรับผ่านกลยุทธ์การเลือกซื้อรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ปลอดภัยสูง และมีทิศทางข่าวบวกหนุนเฉพาะตัว โดยชูหุ้นเด่นประจำวัน (Prime Picks) ดังนี้
BBL : หุ้นที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่จะยืนสูงยาวนาน (Higher for Longer) ช่วยรักษาและหนุนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิในช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) อีกทั้งมูลค่าหุ้น (Valuation) ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับราคาต่ำและปลอดภัยเป็นอย่างมาก โดยมีค่า PBV เพียง 0.6 เท่า ซึ่งถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ระดับ 1.2 เท่า
PTTEP : รับอานิสงส์เชิงบวกทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการปรับตัวพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก หลังภัยสงครามและการเข้าโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซกลับมาร้อนแรงขึ้น อีกทั้งยังเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่ได้รับการเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจาก MSCI Rebalance ซึ่งคาดว่าจะมีแรงซื้อสนับสนุนในวันนี้เป็นพิเศษ
GUNKUL : หุ้นรับประโยชน์ 2 ต่อที่สำคัญ ทั้งได้รับ Sentiment และ Flow ฝ่ายซื้อจากการได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณในดัชนี MSCI Thailand Small Cap รอบล่าสุด ผสานกับโครงสร้างธุรกิจที่มีทิศทางเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน การรับรู้งานรับเหมาก่อสร้าง (EPC) จากทิศทางความชัดเจนของแผนพัฒนาพละกำลังการผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (แผน PDP2026) รวมถึงมาตรการผลักดันพลังงานสะอาดของทางภาครัฐ







