thansettakij
thansettakij
กูรูวิเคราะห์ หุ้นไทย 2,000 จุด ชี้กำไร บจ. ทุบสถิติแต่ไม่พอ เตือนจุดสลบรัฐบาล

กูรูวิเคราะห์ หุ้นไทย 2,000 จุด ชี้กำไร บจ. ทุบสถิติแต่ไม่พอ เตือนจุดสลบรัฐบาล

31 ส.ค. 69 | 06:58 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ส.ค. 69 | 07:01 น.

โบรกวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดทุนไทย ชี้เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย 2,000 จุดเกิดขึ้นได้จริงแต่ต้องอาศัยเสน่ห์ความพรีเมียมและความเชื่อมั่นรอบด้าน ขณะที่ปัจจัยการเมืองยังมีความเสี่ยงด้านความโปร่งใส

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าแม้กำไรบริษัทจดทะเบียนจะทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะผลักดันดัชนีหุ้นไทยไปถึง 2,000 จุดได้อย่างยั่งยืน
  • การที่ดัชนีจะปรับตัวขึ้นได้อย่างมีเสถียรภาพ ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนด้านความเชื่อมั่น เช่น เสถียรภาพของรัฐบาล และการบริหารประเทศที่มีธรรมาภิบาล
  • มีการเตือนถึง "จุดสลบ" ของรัฐบาลว่าแม้จะมีเสียงข้างมากในสภา แต่หากขาดความโปร่งใสในการใช้อำนาจ ก็อาจทำให้ประชาชนหมดความเชื่อมั่น และส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพได้

ตลาดทุนไทยมีพัฒนาการเชิงบวก โดยดัชนี SET Index ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 1,200 จุดปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 1,600 จุดในปัจจุบัน นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในงาน Thailand Focus 2026: Reignite Thailand ระบุว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน เป็นผลมาจากเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นมีความมั่นใจในการผลักดันนโยบายและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ 

ตลาดทุนจับตา คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

กรณีที่จะมีการวินิจฉัยเรื่องบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่ารัฐบาลน่าจะรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้ เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งเข้ามาบริหารงานได้ไม่นาน หากเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงนี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงจนได้ไม่คุ้มเสีย 

นอกจากนี้ คาดว่าผลการวินิจฉัยจะไม่ถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แต่อาจมีเพียงการแก้ไขในส่วนของ สส. บัญชีรายชื่อเท่านั้นเนื่องจากเป็นบัตรสีชมพู โอกาสที่รัฐบาลจะไปต่อจึงยังคงมีสูง และเชื่อว่าจะไม่สร้างความปั่นป่วนให้แก่ตลาดทุน

ความเป็นไปได้ หุ้นไทย 2,000 จุด

ต่อกรณีที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศแสดงความมั่นใจเรื่องเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยไปถึง 2,000 จุดนั้น นายประกิตมองว่าเป็นเรื่องที่ดี สะท้อนให้เห็นว่ารัฐมนตรีคลังคนปัจจุบันให้ความสำคัญกับระบบตลาดทุนอย่างชัดเจน 

การมีผู้บริหารที่มีความเชื่อในระบบตลาดทุนจะช่วยให้นโยบายต่าง ๆ ออกมาในทิศทางที่ไม่เป็นพิษต่อการลงทุน เช่น นโยบายการหักลดหย่อนภาษีที่จะไม่ถูกมองว่าสร้างความเหลื่อมล้ำ และยังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนในการเข้ามาลงทุนทั้งทางตรงและในตลาดทุนเพิ่มขึ้น

สำหรับความเป็นไปได้ในการผลักดันดัชนีไปสู่ 2,000 จุด นายประกิตเปิดเผยว่า ในแง่ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ถือว่ามีความแข็งแกร่งและ โดยกำไรในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 380,000 ล้านบาท และครึ่งปีแรกทำได้ถึง 740,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์

แต่อย่างไรก็ตามการที่ดัชนีจะทะยานขึ้นไปถึงระดับ 2,000 จุดได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่สามารถอาศัยเพียงแค่ตัวเลขกำไรอย่างเดียวได้ เนื่องจากปัจจุบันระดับราคาปิดต่อกำไร (PE Ratio) ของไทยเกือบจะแตะ 14 เท่าแล้ว ซึ่งไม่ได้ต่ำไปกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค หากต้องการไปให้ไกลกว่านี้ ตลาดหุ้นไทยจำเป็นต้องมี "ความพรีเมียม" มีเสน่ห์ และมีความน่าดึงดูดใจเพิ่มเติม 

สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนทั้งเรื่องเสถียรภาพของรัฐบาล ภาพลักษณ์ที่ดี การบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพ และการมีธรรมาภิบาลที่โปร่งใส หากยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในด้านเหล่านี้ได้ การปรับตัวขึ้นสู่ 2,000 จุดก็อาจเป็นเพียงภาวะการเก็งกำไรระยะสั้น (คล้ายการเป่าลูกโป่ง) และเสี่ยงที่จะถูกเทขายลงมาได้ง่ายในที่สุด

เสถียรภาพการเมืองแกร่ง แต่ระวังจุดสลบ

ในมิติของความมั่นคงของรัฐบาล นายประกิตเตือนว่ายังคงมีความสุ่มเสี่ยง ที่จะไม่ราบรื่นอย่างที่คิด แม้ว่าเสถียรภาพด้านจำนวนเก้าอี้และเสียงในสภาจะมีความแน่นหนามากก็ตาม แต่ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้อำนาจ ที่จะต้องโปร่งใส เป็นธรรม และต้องระวังไม่ให้ประชาชนเกิดความรู้สึกไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล เพราะหากไม่อยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใสเป็นธรรม เสียงจำนวนมากในสภาก็ไม่สามารถปกป้องรัฐบาลได้ ดังที่เคยปรากฏในอดีต