thansettakij
thansettakij
CCP ตุนแบ็กล็อก 1.87 พันล้าน รับ EEC ฟื้น ดันรายได้ปี 69 โต 10%

CCP ตุนแบ็กล็อก 1.87 พันล้าน รับ EEC ฟื้น ดันรายได้ปี 69 โต 10%

31 ส.ค. 69 | 05:12 น.
อัปเดตล่าสุด :31 ส.ค. 69 | 05:38 น.

CCP รับแรงหนุนงานรัฐ–ดาต้าเซ็นเตอร์และนิคมฯ ใน EEC ตุนแบ็กล็อก 1.87 พันล้าน พร้อมต่อยอด CHARLIE สู่โลจิสติกส์และสถานีสลับแบตเตอรี่รถบรรทุกไฟฟ้า

KEY

POINTS

  • CCP มีงานในมือรอส่งมอบ (Backlog) มูลค่า 1,870 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
  • ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน
  • บริษัทคงเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 เติบโตไม่น้อยกว่า 10% แม้ครึ่งปีแรกจะขยายตัวต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย

การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กำลังกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมก่อสร้าง จากการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ นิคมอุตสาหกรรม โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานรอบท่าเรือแหลมฉบัง ส่งผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทิศทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้บริษัทที่มีฐานการผลิตและเครือข่ายธุรกิจอยู่ในภาคตะวันออกได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะบริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP ซึ่งมีทั้งธุรกิจคอนกรีตสำเร็จรูปและธุรกิจโลจิสติกส์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ล่าสุดบริษัทมีงานในมือรอส่งมอบ 1,870 ล้านบาท พร้อมวางเป้ารายได้ปี 2569 เติบโตไม่น้อยกว่า 10% สะท้อนโอกาสรับรู้รายได้จากการลงทุนใน EEC ที่กำลังเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า แนวโน้มธุรกิจและอุตสาหกรรมคอนกรีตในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีทิศทางปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่หลักของบริษัท หลังการลงทุนในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ นิคมอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีระดับสูงขยายตัวต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน การพัฒนาพื้นที่โดยรอบท่าเรือแหลมฉบัง รวมถึงโครงการท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 มีส่วนสนับสนุนความต้องการวัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์คอนกรีตในภาคตะวันออก แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าและมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นและทำให้ภาคเอกชนบางส่วนชะลอการลงทุน

นายอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) หรือ CCP

สำหรับปี 2569 CCP ยังคงเป้าหมายรายได้รวมเติบโตไม่น้อยกว่า 10% แม้รายได้ในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 7.11% ต่ำกว่าแผนเล็กน้อย เนื่องจากธุรกิจของบริษัทย่อยที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานเฉพาะกิจการของ CCP ยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากงานโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ ทั้งงานก่อสร้างและปรับปรุงถนน ตลอดจนงานระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งฟื้นตัวตามการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐก่อนสิ้นปีงบประมาณ

ตุนแบ็กล็อก 1.87 พันล้าน หนุนรายได้ครึ่งปีหลัง

ปัจจุบัน CCP มีงานในมือรอส่งมอบ หรือ Backlog มูลค่าประมาณ 1,870 ล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ราว 50-60% ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปี 2570 ช่วยเพิ่มความชัดเจนของรายได้และสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตตลอดทั้งปี

บริษัทตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิในปี 2569 ไม่ให้ต่ำกว่าระดับครึ่งปีแรก ซึ่งอยู่ที่ 21.53% และ 4.97% ตามลำดับ พร้อมคาดว่าความสามารถในการทำกำไรจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2570 เมื่อเครื่องจักรและกำลังการผลิตใหม่เริ่มดำเนินงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี

ด้านการบริหารต้นทุน CCP มุ่งปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อรับมือกับปัญหาขาดแคลนแรงงานและค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูป หรือ Precast ซึ่งช่วยลดจำนวนแรงงานและระยะเวลาการทำงานในพื้นที่ก่อสร้าง

บริษัทได้นำเข้าเครื่องจักรสำหรับผลิตท่อคอนกรีตขนาดต่ำกว่า 1.50 เมตร เพื่อทดแทนเครื่องจักรเดิม 2 เครื่องด้วยเครื่องจักรใหม่เพียงเครื่องเดียว ลดการใช้กำลังคนเหลือหนึ่งชุด แต่เพิ่มกำลังผลิตได้ 1.5 เท่า หรือประมาณ 250 ท่อต่อรอบการผลิต

ส่วนผลิตภัณฑ์สั่งทำพิเศษและท่อขนาดใหญ่กว่า 1.50 เมตร บริษัทเลือกใช้เครื่องจักรที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งมีความยืดหยุ่นและใช้แม่พิมพ์ต้นทุนต่ำ ช่วยให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่และจัดหาแม่พิมพ์ภายในประเทศได้รวดเร็วขึ้น

รุกคอนกรีตคาร์บอนต่ำ ชิงงานดาต้าเซ็นเตอร์

ทั้งนี้ CCP ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเพื่อเพิ่มโอกาสรับงานจากกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ข้ามชาติและโครงการขนาดใหญ่ที่กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เป็นเงื่อนไขสำคัญในการคัดเลือกวัสดุก่อสร้าง

หนึ่งในโครงการที่เลือกใช้บล็อกคอนกรีตคาร์บอนต่ำของบริษัทคือโครงการเดอะบางกอกมอลล์ บางนา ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวต่อยอดจากการวิจัยและพัฒนาร่วมกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อนำวัสดุเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมมาใช้กักเก็บคาร์บอนในเนื้อคอนกรีต

นอกจากนี้ CCP ยังร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนพัฒนาคอนกรีตผสมกราฟีน เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและยกระดับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ รองรับความต้องการวัสดุก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทุ่มงบลงทุน 150 ล้าน เพิ่มประสิทธิภาพโรงงานเดิม

สำหรับงบลงทุนปี 2569 บริษัทกำหนดไว้ประมาณ 150 ล้านบาท และใช้ไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรก โดยแบ่งเป็นงบจัดหาเครื่องจักรราว 80-90 ล้านบาท งบปรับปรุงอาคาร ลานจัดเก็บสินค้า และบ่อน้ำภายในโรงงานประมาณ 30-40 ล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้สำหรับงานซ่อมบำรุงทั่วไป

บริษัทจะเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภายในพื้นที่โรงงานเดิมมากกว่าการซื้อที่ดินหรือสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อลดภาระต้นทุนคงที่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวน พร้อมเลือกใช้สัญญาเช่าดำเนินงานในการจัดหาเครื่องจักรบางส่วน เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน

ปัจจุบัน CCP ติดตั้งเครื่องจักรผลิตบล็อกคอนกรีตเครื่องใหม่แล้วและอยู่ระหว่างทดสอบระบบ ขณะที่เครื่องจักรผลิตท่อมีกำหนดติดตั้งเพิ่มเติมในเดือนกันยายน 2569 และเครื่องจักรผลิตรางลอยน้ำจะติดตั้งในเดือนธันวาคม 2569 เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตในปี 2570

ดัน CHARLIE สร้างรายได้ประจำ

นายอาทิตย์กล่าวต่อว่า บริษัท ชาลี ท็อป โลจิสติกส์ โซลูชั่น จำกัด หรือ CHARLIE ซึ่ง CCP ถือหุ้น 60% และบริษัท ปลาวาฬ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 40% มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น และจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ประจำให้แก่กลุ่ม CCP ในระยะยาว

ปัจจุบัน CHARLIE บริหารพื้นที่มากกว่า 500 ไร่ในทำเลยุทธศาสตร์ใกล้ท่าเรือแหลมฉบังและอำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง โดยพื้นที่นิคมพัฒนาให้บริการลานจัดเก็บรถยนต์ไฟฟ้าที่รอจำหน่ายหรือส่งออก ส่วนพื้นที่แหลมฉบังให้บริการรับฝากและซ่อมแซมตู้คอนเทนเนอร์เปล่า

CHARLIE ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 20% และมีโอกาสทำได้สูงกว่าเป้าหมาย ปัจจุบันธุรกิจดังกล่าวสร้างกำไรคิดเป็นประมาณ 20% ของกำไรสุทธิรวมของกลุ่ม CCP ช่วยกระจายฐานรายได้ออกจากธุรกิจผลิตภัณฑ์คอนกรีต

บริษัท ชาลี ท็อป โลจิสติกส์ โซลูชั่น จำกัด หรือ CHARLIE

ลุยลานตู้ไอโซ–สถานีสลับแบตเตอรี่รถบรรทุกไฟฟ้า

สำหรับแผนขยายธุรกิจ CHARLIE อยู่ระหว่างก่อสร้างลานตู้คอนเทนเนอร์เคมีภัณฑ์ หรือลานตู้ไอโซ ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 2 ปี 2570 หลังใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 6-8 เดือน เพื่อรองรับการขยายตัวของท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และเพิ่มสัดส่วนบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

นอกจากนี้ CHARLIE ได้ลงนามสัญญาผู้ถือหุ้นเพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ให้บริการสถานีสลับแบตเตอรี่รถบรรทุกไฟฟ้า ร่วมกับ Ucar พันธมิตรจากจีน และผู้จัดจำหน่ายรถบรรทุกไฟฟ้าแบรนด์ Sinotruk

สถานีแห่งแรกจะตั้งอยู่ที่แหลมฉบัง โดยใช้เทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ภายในเวลาประมาณ 5 นาที เพื่อลดข้อจำกัดด้านระยะเวลาชาร์จสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ ในระยะแรกจะรองรับรถบรรทุกของกลุ่มปลาวาฬ โลจิสติกส์ จำนวน 30 คัน และคาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้ให้ CHARLIE ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2569

พร้อมกันนี้ CHARLIE มุ่งทำสัญญาระยะยาวกับลูกค้าตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สำหรับบริการลานตู้คอนเทนเนอร์และคลังสินค้า เพื่อสร้างฐานรายได้ประจำ ลดความผันผวนของผลประกอบการ และเสริมความมั่นคงให้กลุ่ม CCP ในระยะยาว

ผลประกอบการไตรมาส 2 และครึ่งแรกปี 2569 ของ CCP

กำไรไตรมาส 2 พุ่งกว่าเท่าตัว

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 CCP มีรายได้รวม 688.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 627.74 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 39.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 103.54% จาก 19.21 ล้านบาท

ส่วนงวดครึ่งแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 1,337.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.11% จาก 1,248.63 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 67.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.47% จาก 57.56 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานที่เติบโตมาจากคำสั่งซื้อในโครงการก่อสร้างภาครัฐ ทั้งงานถนน โครงสร้างพื้นฐาน และโครงสร้างขนาดใหญ่ ตลอดจนงานภาคเอกชนในพื้นที่ EEC ซึ่งมีการเร่งก่อสร้างโรงงานและขยายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รองรับการลงทุนจากต่างประเทศ ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ธุรกิจคลังสินค้าเขตปลอดอากรของ CHARLIE ซึ่งเปิดให้บริการคลังสินค้า 2 แห่งและลานจัดเก็บสินค้า 6 ลาน บนพื้นที่รวมกว่า 500 ไร่ ยังเข้ามาสนับสนุนผลประกอบการและเพิ่มฐานรายได้ประจำให้แก่กลุ่ม CCP อย่างต่อเนื่อง