
กบข.ชู Hybrid TPA บริหาร 1.6 ล้านล้าน แผนหุ้นไทยผลตอบแทนสูง 34.69%
กบข.เผยเงินเกษียณสมาชิกเฉลี่ยเพียง 1-1.5 ล้านบาท เร่งแก้กฎหมายเปิดทางอดีตสมาชิกออมต่อ พร้อมปรับกลยุทธ์ลงทุน หลังแผนหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสุด 34.69%
KEY
POINTS
- กบข. ปรับกลยุทธ์การลงทุนใหม่โดยใช้แนวคิด Hybrid TPA (Total Portfolio Approach) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาวท่ามกลางตลาดที่ผันผวน
- ปัจจุบัน กบข. มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) มูลค่ารวม 1.6 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
- ผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึง 16 ส.ค. 69 พบว่าแผนการลงทุนหุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 34.69%
นายศรพล ตุลยเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน สมาชิก กบข. ที่เกษียณอายุราชการได้รับเงินก้อนจากกองทุนเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 ล้านบาท ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ
สะท้อนให้เห็นว่าสมาชิกจำนวนมากยังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว ซึ่งเส้นทางสู่เกษียณมั่นคง ต้องเริ่มจากการออมให้เร็ว ออมให้เพียงพอ และเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้มีเงินออมที่สามารถรองรับการใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างยั่งยืน
เชื่อมโยงข้อมูล 4 พันธมิตร
กบข. จึงได้กำหนดแนวทางการบริหารงานในระยะต่อไป โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับการดูแลสมาชิก สร้างระบบนิเวศข้อมูลการเงิน (Financial Data Ecosystem) เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานพันธมิตรที่สำคัญ
อาทิ กระทรวงการคลัง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อนำข้อมูลมาสร้างความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินและความต้องการของสมาชิกแต่ละกลุ่ม สู่การออกแบบบริการและคำแนะนำที่ตรงกับความต้องการมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ กบข. ยังมีแนวคิดผลักดันการปรับปรุงกฎหมายขยายสิทธิ์ทางเลือกการบริหารเงินเพื่อวัยเกษียณ (ออมต่อ) สำหรับอดีตสมาชิก และข้าราชการบำนาญ สามารถนำส่งเงินเข้ามาออมกับ กบข. ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในระยะยาวและลดความเสี่ยงจากภัยมิจฉาชีพทางการเงิน
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมามีการสำรวจสมาชิก พบว่า 80-90% สนใจจะเอาเงินกลับมาออมต่อ โดยขณะนี้มีการจัดตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อพิจารณาการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) และเสนอกระทรวงการคลังต่อไป
"การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวนั้น โดยขยายสิทธิ์ตามกฎหมายด้านสมาชิก เช่น ให้อดีตสมาชิกนำเงินก้อน กบข. ที่ได้รับตอนเกษียณกลัยมาให้กบข.บริหารต่อ , ให้สิทธิอดีตสมาชิกส่งเงินบำนาญ รายเดือนหรือเบี้ยหวัดกลับมาให้ กบข.บริหาร หรือ จัดสิทธิสวัสดิการให้แก่ผู้ออมต่อ รวมถึงการพัฒนาทางเลือกการบริหารเงินหลังเกษียณ"
ชูแนวคิด Hybrid TPA ปรับกลยุทธ์ลงทุน
ในด้านการลงทุนนั้น จากสถานการณ์การลงทุนในปัจจุบันที่มีความซับซ้อนและผันผวนมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่ส่งผลให้ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงของสินทรัพย์ลดลง
กบข. จึงจำเป็นต้องศึกษาการพัฒนาแนวทางการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์รูปแบบใหม่ (Total Portfolio Approach: TPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนระยะยาวที่เหมาะสมให้แก่สมาชิก
โดยปัจจุบัน กบข. ได้เริ่มนำแนวคิด Hybrid TPA มาประยุกต์ใช้แล้ว และจะเดินหน้ายกระดับกระบวนการลงทุนให้มีความยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลกมากยิ่งขึ้น
พร้อมกันนี้ กบข. จะมุ่งยกระดับบทบาทสู่ผู้นำด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน (ESG Leadership) ผ่านการขับเคลื่อนแนวทาง Active Ownership และบูรณาการหลัก ESG เข้ากับกระบวนการลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้สมาชิก ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ
ขณะเดียวกัน กบข. จะขับเคลื่อนองค์กรพร้อมก้าวสู่อนาคต (Data & AI Organization) ด้วยการวางฐานข้อมูล พัฒนาคนและสร้างวัฒนธรรมองค์กร โดยนำ AI มาใช้ในการประมวลผลในงานด้านลงทุน บริการสมาชิก และเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร เพื่อให้ทำงานรวดเร็ว ลดงานซ้ำซ้อนและความผิดพลาด พร้อมทั้งช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
“กบข. จะเป็นมากกว่าผู้บริหารเงินออมเพื่อการเกษียณ แต่จะเป็นสถาบันหลักด้านความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของสมาชิกและประเทศ เราจะขับเคลื่อนองค์กรด้วยความเข้าใจสมาชิก การลงทุนอย่างมืออาชีพ และการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีเส้นทางสู่การเกษียณที่มั่นคง พร้อมทำให้เงินลงทุนของ กบข. เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ”
หุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงสุด
สำหรับผลตอบแทน กบข. ตั้งแต่ต้นปีถึง 16 สิงหาคม 2569 แผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไป อยู่ที่ 8.08% แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์ 20.41% แผนหุ้นต่างประเทศ 24.19% แผนหุ้นไทย 34.69% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ เศรษฐกิจยังเติบโต แต่ความผันผวนจะสูง
สำหรับความท้าทายในช่วงครึ่งปีหลัง มีดังนี้
- ความเสี่ยงฟองสบู่ AI Semiconductor
- ช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมัน
- เงินเฟ้อ และทิศทางดอกเบี้ย
- ตราสารหนี้ภาครัฐ และ Bond Yield ระยะยาว
- ภาษีสหรัฐฯ และการแบ่งขั้นการค้า
- การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) ของสหรัฐ
AUM ขยายตัว 1.6 ล้านล้าน
ปัจจุบัน กบข. มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) อยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท และมองว่ายังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต ตาม 2 ส่วนหลัก คือ 1. มีการออมเพิ่ม แต่ตอนช่วงเกษียณก็จะมีการถอนออก และ 2. ปัจจัยเรื่องราคาสินทรัพย์ขึ้นค่อนข้างเยอะ และมีสมาชิกมากกว่า 1.2 ล้านราย
ส่วนผลตอบแทนการลงทุนของ กบข. ณ วันที่ 16 ส.ค. 2569 พบว่า แผนลงทุนพื้นฐานทั่วไป ผลตอบแทน 8.08% , แผนสมดุลตามอายุสัดส่วนใหม่ สมาชิกอายุน้อยกว่า 50 ปี ให้ผลตอบแทน 17.23% , แผนกองทุนรวมวายุภักษ์ ให้ผลตอบแทน 12.26%
แผนการลงทุนตามหลักซะรีอะฮ์ ให้ผลตอบแทน 20.41% , แผนหุ้นไทย ให้ผลตอบแทน 34.69% , แผนหุ้นต่างประเทศผลตอบแทน 24.19% ,แผนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทน 15.79% และแผนทองคำ ผลตอบแทน 5.58% เป็นต้น
ภาระหนี้ฉุดความสามารถในการออม
ทั้งนี้ ปัจจุบัน พบว่า สถานะการออมเพิ่มของสมาชิก ณ 31 ก.ค. 2569 พบว่า 832,396 ราย หรือ คิดเป็น 65% ไม่ออมเพิ่มเลย และ 447,866 ราย หรือคิดเป็น 35% ออมเพิ่ม และมีเพียง 35,391 ราย หรือ 8% ที่มีการออมสูงสุด 27%
อีกทั้งยังพบว่า สมาชิกไม่ค่อยเลือกแผน โดย 831,482 ราย หรือ 65% ไม่เลือกแผนการลงทุน และ 446,073 ราย หรือ 35% มีการเลือกแผนการลงทุน และพบว่า สมาชิกไม่ค่อยออมต่อ ซึ่ง ณ มิ.ย. 2569 มีผู้ออมต่อ 8,153 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 67 ราย หรือ ประมาณ 0.8%
โดยยอมเงินในบัญชีของผู้ออมต่อ น้อยกว่า 1 แสนบาท มี 341 ราย , 1-5 แสนบาท จำนวน 1,277 ราย , 5 แสนบาท-1 ล้านบาท จำนวน 1,574 ราย , 1-2 ล้านบาท จำนวน 3,231 ราย และมากกว่า 2 ล้านบาท 1,730 ราย
"สาเหตุที่สมาชิกออมต่อ เพราะผลตอบแทนที่แข่งขันได้ , ถอนเงินได้ยืดหยุ่น และมีแผนลงทุนให้เลือกตามความเสี่ยง ขณะที่เหตุที่ผลที่ไม่เลือกออม คือ มีภาระหนี้สินหรือภาระค่าใช้จ่าย , กังวลเรื่องความผันผวน และ ต้องการใช้เงินก้อน"







