
CIVIL อวดรายได้ครึ่งปีแตะ 2.45 พันล้าน ใส่เกียร์ลุยชิงงานรัฐครึ่งปีหลัง
CIVIL ฝ่าต้นทุนวัสดุ-น้ำมันพุ่ง ลุยประมูลงานรัฐดันงานใหม่ทั้งปีแตะ 8 พันล้าน ตั้งเป้ากำไรขั้นต้นสองหลักและกำไรสุทธิ 5-6% โชว์แบ็กล็อก 1.36 หมื่นล้าน หนุนรายได้ต่อเนื่อง 3 ปี
KEY
POINTS
- CIVIL ตั้งเป้าคว้างานใหม่ในปี 2569 มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกสามารถคว้างานใหม่ได้แล้วกว่า 4,000 ล้านบาท
- ในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทจะเดินหน้าประมูลงานภาครัฐเพิ่มเติม เช่น โครงการรถไฟทางคู่ และงานของกรุงเทพมหานคร เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
- ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือ (Backlog) ที่รอรับรู้รายได้มูลค่าประมาณ 13,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ต่อเนื่องใน 3 ปีข้างหน้า
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังเผชิญกับสภาวะความผันผวนอย่างรุนแรง
โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นและเกิดสภาวะขาดแคลน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง รวมไปถึงกระบวนการทำงานที่ต้องอาศัยทรัพยากรจำนวนมาก
ขณะเดียวกันสถาบันการเงินได้เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากความกังวลเรื่องหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สภาพคล่องในระบบชะงักงัน
นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังประสบปัญหาการจ่ายเงินค่างานและค่าชดเชยต้นทุนก่อสร้าง (ค่า K) จากภาครัฐที่ล่าช้า ซึ่ง CIVIL มีสัดส่วนงานจากภาครัฐถึงกว่า 90% ของงานทั้งหมด รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินโครงการ
อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 2,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 2,244 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจ Non-Construction เติบโต 205% ขณะที่ ในช่วงไตรมาส 2/2569 บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม โดยค่าใช้จ่ายในการบริหารอยู่ที่ 86 ล้านบาท ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ครึ่งหลังปีรุกชิงงานรัฐ 4 พันล้าน
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทสามารถคว้างานใหม่และเซ็นสัญญาไปแล้วมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นงานภาครัฐประเภทงานทางและงานเขื่อน สำหรับเป้าหมายการรับงานในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าคว้างานใหม่รวมมูลค่า 8,000 ล้านบาท
โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทส่งมอบงานแล้วเสร็จจำนวน 10 โครงการ มูลค่ารวม 1,529 ล้านบาท ไตรมาส 2/2569 ส่งมอบงานสำเร็จ 6 โครงการ มูลค่ารวม 1,290 ล้านบาท ประกอบด้วยงานทาง 4 โครงการ งานสนามบิน 1 โครงการ งานระบายน้ำและบรรเทาอุทกภัย 1 โครงการ โดยงานทางขนาดเล็ก 3 โครงการ มีระยะเวลาการดำเนินงานสั้น และงานทางขนาดกลาง 1 โครงการ สามารถส่งมอบได้เร็วกว่ากำหนดถึง 8 เดือน ส่งผลให้การรับรู้รายได้และกระแสเงินสดเป็นไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ด้านฐานะการเงิน บริษัทมีสินทรัพย์รวม 8,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่ 8,536 ล้านบาท จำนวน 395 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 4.6% โดยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 675 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อนที่ 357 ล้านบาท จำนวน 318 ล้านบาท
ขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานได้มาอยู่ที่ 206 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกระแสเงินสดใช้ไป 627 ล้านบาท สะท้อนการบริหารกระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการดำเนินงาน รวมถึงสนับสนุนความพร้อมด้านสภาพคล่องสำหรับการดำเนินโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง
โดยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีงานที่รอประมูลอีกหลายโครงการตามแผนงานของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟทางคู่ และงานของกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ปัจจุบันบริษัทมีงานที่อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาอีกประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการประเภทเขื่อนป้องกันตลิ่งและงานเกี่ยวเนื่องกับการระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร
ขณะที่เกณฑ์ในการพิจารณาเข้าร่วมประมูลแต่ละโครงการนั้น บริษัทตั้งเป้าหมายกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ไว้ที่ระดับเลขสองหลัก (Double Digit) และตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิ (Net Profit) ต่อโครงการไว้ที่ประมาณ 5-6% เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการที่รับมาสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมภายใต้สภาวะต้นทุนที่ผันผวน สอดคล้องตามยุทธศาสตร์การปรับตัวของ CIVIL ในปีนี้ มุ่งเน้นการรักษาความแข็งแกร่งของกระแสเงินสดและการดูแลความสัมพันธ์กับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด แม้ว่างานในมือปัจจุบันให้ Net Profit เฉลี่อยู่ที่ราว 2-3%
ตุนงานในมือแน่น 1.36 หมื่นล้าน
สำหรับงานในมือที่รอการส่งมอบและรับรู้เป็นรายได้ (Backlog) ปัจจุบันมีในมือรวมประมาณ 13,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ในปี 2569 นี้ บริษัทคาดว่าบริษัทจะรับรู้เป็นรายได้ รวมทั้งปีไว้ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ระบบ ERP เพื่อลดขั้นตอนและควบคุมต้นทุนให้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงการผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายขยายสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-con) ให้เข้าใกล้ระดับ 20% ภายในปี 2573 (ปีค.ศ. 2030) เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพางานโครงการเพียงอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 14-15%
ข้อเสนอแนะภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะผู้ประกอบการและอุปนายก สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย อยากขอเสนอแนะต่อภาครัฐเพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยเรียกร้องให้มีการเร่งรัดการจ่ายเงินค่างานและค่า K ที่ค้างชำระเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ
พร้อมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้ง "องค์กรกลาง" ที่ดูแลด้านงานก่อสร้างโดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่พัฒนาอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน
รวมถึงความต้องการนโยบายสนับสนุนด้านแรงงานที่ชัดเจนและการสร้างระบบข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและการติดตามสถานะโครงการมีความคล่องตัว ลดอุปสรรคเชิงบริหารจัดการที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน







