thansettakij
thansettakij
CIVIL เร่งเครื่องครึ่งหลังปี 69 ลุยชิงงานรัฐกว่า 4 พันล้าน

CIVIL เร่งเครื่องครึ่งหลังปี 69 ลุยชิงงานรัฐกว่า 4 พันล้าน

CIVIL ฝ่าต้นทุนวัสดุ-น้ำมันพุ่ง ลุยประมูลงานรัฐดันงานใหม่ทั้งปีแตะ 8 พันล้าน ตั้งเป้ากำไรขั้นต้นสองหลักและกำไรสุทธิ 5-6% โชว์แบ็กล็อก 1.36 หมื่นล้าน หนุนรายได้ต่อเนื่อง 3 ปี

KEY

POINTS

  • CIVIL ตั้งเป้าประมูลงานภาครัฐในครึ่งปีหลังเพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท เพื่อให้ยอดงานใหม่ทั้งปีแตะ 8,000 ล้านบาท
  • ปัจจุบันมีงานในมือ (Backlog) มูลค่า 13,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
  • ปรับกลยุทธ์คัดเลือกงานโดยเน้นโครงการที่ให้กำไรขั้นต้นเป็นเลขสองหลัก (Double Digit) และกำไรสุทธิ 5-6% เพื่อรับมือกับต้นทุนที่ผันผวน

CIVIL เดินหน้าประมูลงานรัฐเต็มสูบครึ่งปีหลัง ลุ้นคว้างานใหม่เพิ่ม 4,000 ล้านบาท ดันยอดงานใหม่ทั้งปีแตะ 8,000 ล้านบาท พร้อมโชว์ Backlog 13,600 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ 3 ปี ตั้งเป้าคัดงานที่ให้กำไรขั้นต้นระดับ Double Digit และกำไรสุทธิ 5-6% รับมือต้นทุนผันผวน

ครึ่งปีแรกต้นทุนพุ่ง-สภาพคล่องตึง

นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างช่วงครึ่งแรกปี 2569 ยังคงเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันและวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นและบางช่วงเกิดภาวะขาดแคลน ส่งผลกระทบต่อต้นทุนขนส่งและการดำเนินงานของผู้รับเหมาที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจยังเผชิญแรงกดดันจากสถาบันการเงินที่เพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ จากความกังวลเกี่ยวกับหนี้เสียในภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังผู้รับเหมาและซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทาน ทำให้สภาพคล่องในระบบชะลอตัว

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมยังประสบปัญหาการจ่ายเงินค่างานและค่าชดเชยต้นทุนก่อสร้าง (ค่า K) จากภาครัฐที่ล่าช้า ซึ่ง CIVIL มีสัดส่วนงานจากภาครัฐถึงกว่า 90% ของงานทั้งหมด รวมถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าวที่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินโครงการ

เปิดผลการดำเนินงาน CIVIL

ครึ่งปีหลังลุยประมูลงานรัฐ 4 พันล้าน

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 CIVIL เดินหน้าขยายงานใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยช่วงครึ่งปีแรกสามารถคว้างานและลงนามสัญญาแล้วกว่า 4,000 ล้านบาท มากกว่า 90% เป็นงานภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการงานทางและงานเขื่อน โดยตั้งเป้าหมายคว้างานใหม่ทั้งปีมูลค่ารวมประมาณ 8,000 ล้านบาท เนื่องจากยังมีโครงการรัฐที่เตรียมเปิดประมูลอีกหลายโครงการ ทั้งงานรถไฟทางคู่และโครงการของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการเติมงานในมือและสร้างรายได้ในระยะต่อไป 

ปัจจุบัน CIVIL ยังมีงานที่อยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาอีกประมาณ 300 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งและงานที่เกี่ยวข้องกับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร

ตั้งเป้ากำไรขั้นต้น Double Digit 

ท่ามกลางภาวะต้นทุนก่อสร้างที่ยังผันผวน บริษัทปรับกลยุทธ์การรับงานโดยให้ความสำคัญกับผลตอบแทนของแต่ละโครงการมากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit) ในระดับเลขสองหลัก หรือ Double Digit ขณะที่กำไรสุทธิ (Net Profit) ต่อโครงการตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 5-6%

การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้มั่นใจว่า โครงการที่เข้ารับงานสามารถสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมและรองรับความเสี่ยงด้านต้นทุนในอนาคต สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ปี 2569 ที่มุ่งรักษาความแข็งแกร่งของกระแสเงินสด และดูแลความสัมพันธ์กับคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานอย่างใกล้ชิด

“งานในมือปัจจุบันของบริษัทมีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3% ซึ่งสะท้อนถึงความแตกต่างระหว่างโครงการเดิมที่อยู่ระหว่างการส่งมอบกับงานใหม่ที่บริษัทจะคัดเลือกโดยให้ความสำคัญกับอัตราผลตอบแทนมากขึ้น”นายปิยะดิษฐ์กล่าว

นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL

ตุนงานในมือ 1.36 หมื่นล้าน 

สำหรับงานในมือที่รอการส่งมอบและรับรู้เป็นรายได้ (Backlog) ปัจจุบันมีในมือรวม 13,600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ปี 2569 คาดว่า บริษัทจะรับรู้เป็นรายได้รวมทั้งปี 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ระบบ ERP เพื่อลดขั้นตอนและควบคุมต้นทุนให้แม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงการผลักดันองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทยังมีเป้าหมายขยายสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Non-con) ให้เข้าใกล้ระดับ 20% ภายในปี 2573 (ปีค.ศ. 2030) เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพางานโครงการเพียงอย่างเดียว ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 14-15%

เสนอรัฐเร่งจ่ายค่า K เติมสภาพคล่องผู้รับเหมา

อย่างไรก็ตาม ตนในฐานะผู้ประกอบการและอุปนายก สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย อยากขอเสนอแนะต่อภาครัฐเพื่อช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยเรียกร้องให้มีการเร่งรัดการจ่ายเงินค่างานและค่า K ที่ค้างชำระเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

พร้อมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดตั้ง “องค์กรกลาง” ที่ดูแลด้านงานก่อสร้างโดยเฉพาะ เพื่อทำหน้าที่พัฒนาอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน

รวมถึงความต้องการนโยบายสนับสนุนด้านแรงงานที่ชัดเจนและการสร้างระบบข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณและการติดตามสถานะโครงการมีความคล่องตัว ลดอุปสรรคเชิงบริหารจัดการที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,227 วันที่ 16 - 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569