thansettakij
thansettakij
ส่งออกไทยโตแรง 17.6% แต่ภาคผลิตหด สัญญาณโตไม่ถึงเศรษฐกิจฐานราก

ส่งออกไทยโตแรง 17.6% แต่ภาคผลิตหด สัญญาณโตไม่ถึงเศรษฐกิจฐานราก

14 ส.ค. 69 | 07:46 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 69 | 07:46 น.

เทคโนโลยี–อิเล็กทรอนิกส์ดันส่งออกไทยพุ่ง แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศจำกัด ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญกำลังซื้ออ่อนและสินค้านำเข้าราคาถูก จับตาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ อาหารสัตว์ ยางล้อ และมอเตอร์ไซค์ฟื้นเด่น

KEY

POINTS

  • มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโตสูงถึง 17.6% แต่สวนทางกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่หดตัวลง สะท้อนว่าการเติบโตไม่กระจายสู่เศรษฐกิจฐานราก
  • สาเหตุหลักเกิดจากโครงสร้างการส่งออกที่พึ่งพาสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งต้องนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศสูง ทำให้การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Local Content) มีจำกัด
  • การฟื้นตัวจึงกระจุกตัวอยู่เพียงบางอุตสาหกรรม ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังคงซบเซาจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก

ตัวเลขส่งออกที่พุ่งแรงอาจเป็นข่าวดีของเศรษฐกิจไทย แต่เบื้องหลังกลับซ่อนภาพที่น่ากังวล เมื่อคำสั่งซื้อจากต่างประเทศไม่ได้ปลุกเครื่องจักรในโรงงานให้เดินเต็มกำลัง ทั้งยังส่งผ่านไปสู่การจ้างงานและรายได้ในประเทศอย่างจำกัด เกิดคำถามสำคัญว่า มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างประโยชน์ให้ใคร และเหตุใดภาคการผลิตไทยจึงยังไม่ฟื้นตาม

คำตอบอยู่ที่โครงสร้างการส่งออกซึ่งเปลี่ยนไปสู่สินค้าเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ยังพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมต้องเผชิญทั้งกำลังซื้ออ่อนแอและสินค้านำเข้าราคาถูก ส่งผลให้การฟื้นตัวกระจุกอยู่เพียงบางกลุ่ม และทำให้นักลงทุนต้องมองให้ลึกกว่าตัวเลขส่งออกที่สวยงาม เพื่อแยกให้ออกว่าอุตสาหกรรมใดกำลังฟื้นจริง และกลุ่มใดยังเสี่ยงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจาก Local Content

นายวิกิจ ถิรวรรณรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด เปิดมุมมองการส่งออกไทยว่า แม้การส่งออกไทยขยายตัวแข็งแกร่ง แต่ยังไม่สามารถส่งผ่านไปสู่ภาคการผลิตในประเทศได้เต็มที่ โดยสัดส่วนมูลค่าเพิ่มของภาคการผลิตลดลงเหลือ 23.6% ของ Nominal GDP ในไตรมาส 1/2569 จาก 32.8% ใน 1Q08

ขณะที่ MPI ในช่วงครึ่งแรกปีนี้ หดตัว 0.5% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สวนทางมูลค่าส่งออกที่ 1.97 แสนล้านดอลลาร์ ขยายตัว 17.6% เทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างการส่งออกกับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศที่อ่อนลง

โดยมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจาก Local Content ที่จำกัด การพึ่งพาวัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้าสูง อุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอ การแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก และ Transshipment ทำให้การส่งออกที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งผ่านไปสู่การผลิต การจ้างงาน และรายได้ในประเทศในสัดส่วนเดียวกัน

การฟื้นตัวของภาคการผลิตจึงยังกระจุกตัว

ทั้งนี้ โครงสร้างการส่งออกที่เปลี่ยนไปยังกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวชัดขึ้น โดยกลุ่ม Computers & Components, Telephones & Related Equipment, ICs, PCBs, Semiconductors และ Transformers & Components รวมกันคิดเป็นราว 25% ของมูลค่าส่งออกไทย และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการส่งออก

แต่การผลิตยังใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสินค้าขั้นกลางจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงสร้าง Domestic Value-added และการเชื่อมโยงกับ Supply Chain ในประเทศได้จำกัด ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมยังเผชิญทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอและการแข่งขันด้านราคาจากสินค้านำเข้า โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิต

ดังนั้นแล้ว การฟื้นตัวของภาคการผลิตจึงยังกระจุกตัวและไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มที่การผลิตขยายตัวและโมเมนตัมเร่งขึ้น ได้แก่ Semiconductors และ Furniture ในกลุ่มที่พึ่งพาการส่งออกสูง, Pet Food, Tires และ Motorcycles ในกลุ่มที่พึ่งพาทั้งตลาดส่งออกและในประเทศ และ Synthetic Rubber ในกลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ ซึ่งโดดเด่นด้วย MPI เฉลี่ย 12 เดือนขยายตัว 28%

ขณะที่ Computers & Components, ICs และ PCBs ยังเติบโต แต่โมเมนตัมเริ่มชะลอลง สะท้อนว่า AI Tech Upcycle ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ฐานที่สูงขึ้นอาจทำให้อัตราการเติบโตบางกลุ่มชะลอลงในระยะถัดไป

ในทางกลับกัน อุตสาหกรรมดั้งเดิมบางส่วน ได้แก่ Rubber Gloves, Apparel & Footwear และ Textile Fibers ยังหดตัวและยังไม่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน อย่างไรก็ตาม Canned Tuna, Non-alcoholic Beverages และ Plastic Products เริ่มมีโมเมนตัมดีขึ้น แม้ระดับการผลิตบางกลุ่มยังหดตัว สะท้อนว่าแรงกดดันเริ่มบรรเทาลงและมีโอกาสฟื้นตัวหากอุปสงค์ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง

โจทย์สำคัญของภาคการผลิตไทย สร้างมูลค่าเพิ่มให้ Local Content

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญของภาคการผลิตไทยคือ การทำให้การเติบโตของการส่งออกและอุตสาหกรรมใหม่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น ผ่านการเพิ่ม Local Content, เชื่อมโยงอุตสาหกรรมใหม่กับ Supply Chain ในประเทศ, ยกระดับเทคโนโลยีและ Productivity

ตลอดจนการเพิ่มทักษะแรงงาน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมดั้งเดิม มิฉะนั้น แม้ตัวเลขส่งออกและ FDI ยังแข็งแกร่ง แต่ผลบวกต่อการผลิต การจ้างงาน รายได้ และศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอาจยังจำกัด

ท้ายที่สุด ตัวเลขส่งออกที่เติบโตอาจสะท้อนว่าไทยยังยืนอยู่บนเส้นทางการค้าโลก แต่ไม่ได้หมายความว่าผลประโยชน์จะไหลกลับสู่โรงงาน แรงงาน และรายได้ในประเทศโดยอัตโนมัติ โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียง “ส่งออกให้มากขึ้น” แต่ต้อง “สร้างคุณค่าในประเทศให้มากกว่าเดิม” ผ่านการเพิ่ม Local Content ยกระดับเทคโนโลยี ผลิตภาพ และทักษะแรงงาน พร้อมเชื่อมอุตสาหกรรมใหม่เข้ากับผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับนักลงทุน ตัวเลขส่งออกจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ สิ่งที่ต้องมองให้ลึกคือ บริษัทใดมีห่วงโซ่อุปทานในประเทศแข็งแกร่ง มีอำนาจกำหนดราคา และเปลี่ยนยอดขายที่เติบโตให้เป็นกำไรและกระแสเงินสดได้จริง เพราะเศรษฐกิจที่แข็งแรงไม่ได้วัดจากมูลค่าสินค้าที่ผ่านชายแดนเท่านั้น หากวัดจากมูลค่าที่เหลืออยู่และงอกเงยภายในประเทศด้วย