
PTT โชว์กำไร Q2 แตะ 5.25 หมื่นล้าน โต 144% รับก๊าซ-สำรวจผลิตฟื้น
PTT กำไรครึ่งปีแรก 7.83 หมื่นล้าน โต 74.5% ธุรกิจก๊าซ-สำรวจและผลิตหนุน EBITDA โต 94% ขณะที่ธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกชะลอตัว จับตาความผันผวนราคาพลังงานจากตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- ปตท. ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 52,525 ล้านบาท เติบโตขึ้น 144% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- การเติบโตมีปัจจัยหลักมาจากการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ซึ่งได้ประโยชน์จากอุปสงค์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนก๊าซที่ลดลง
- กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นเช่นกัน โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณและราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT รายงานผลการดำเนินงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยระบุว่า ผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2/2569 มียอดขายรวมอยู่ที่ 830,389 ล้านบาท ขยายตัวขึ้น 22.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ทำได้ 676,754 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 15.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่ 718,729 ล้านบาท
ในขณะที่ EBITDA ทำได้ 156,302 ล้านบาท เติบโต 94.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากระดับ 80,545 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 34.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จาก 115,879 ล้านบาท
ส่งผลให้ในไตรมาสนี้มีกำไรสุทธิที่ 52,525 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิน 100% เทียบกับ 21,533 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2568 และเทียบกับ 25,738 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2569
ขณะที่กำไรสุทธิรวม 6 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 78,263 ล้านบาท (EPS 2.76 บาท) เติบโตแข็งแกร่ง 74.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ 44,848 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปี 2568
EBITDA โตแข็งแกร่ง 84.5%
สำหรับผลการดำเนินงานแยกรายกลุ่มธุรกิจกลุ่มก๊าซธรรมชาติ EBITDA เติบโตแข็งแกร่ง 84.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 50.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สู่ระดับ 24,691 ล้านบาท ได้รับแรงส่งจากอุปสงค์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนก๊าซ โรงแยกก๊าซ ลดลงตามโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ (Gulf Price)
ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับบริษัท กลุ่มสำรวจและผลิต EBITDA แตะ 70,415 ล้านบาท เติบโต 33.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณขายเฉลี่ยที่ขยายตัว 13.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และราคาขายเฉลี่ยที่ปรับตัวสูงขึ้นตามตลาดโลก
กลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น EBITDA เพิ่มจาก Market GRM ที่เพิ่มขึ้น และ Crack Spreads ขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันจากขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (Stock Loss) ราว 21,700 ล้านบาท ด้านกลุ่มน้ำมันและการค้าปลีก EBITDA ลดลงเหลือ 47 ล้านบาท ชะลอตัวทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากกำไรขั้นต้นต่อลิตรน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ย่อตัวลง แม้ธุรกิจ Non-Oil จะยังเติบโตได้ดี
ลุยสร้างสมดุลพลังงาน-ความยั่งยืน
ทั้งนี้ ปตท.ยังเดินหน้า แผนกลยุทธ์และการบริหารจัดการสมดุลพลังงาน เน้นย้ำการสร้างความมั่นคง ราคาที่เข้าถึงได้ และความยั่งยืน รวมถึงการเดินหน้าโครงการ MissionX & Profit Enhancement สร้างมูลค่าเพิ่มจากความร่วมมือในกลุ่ม ปตท. กว่า 8,700 ล้านบาท พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการทำกำไร
ตลอดจนดีล M&A และการปรับพอร์ตลงทุน ล่าสุดได้มีความร่วมมือระหว่าง PTTGC และ SCGC เพื่อศึกษาการตั้งกิจการร่วมค้า (JV) โอเลฟินส์/พอลิโอเลฟินส์
นอกจากนี้ ยังมีการขยายโครงสร้างพื้นฐานท่อขนส่งพลังงานของ OR ผ่านการลงทุนใน TPN (ถือสัดส่วน 55.41%) ขณะเดียวกัน OR ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) หรือธนาคารคลิกซ์ ทิศทางอุปทานโลก: ติดตามการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางค่าการกลั่นและราคา Spot LNG ในระยะถัดไป
ตะวันออกกลางยังสร้างความผันผวน
ขณะเดียวกันตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงเผชิญความผันผวนสูง โดยมีปัจจัยหลักจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเสี่ยงบริเวณน่านน้ำสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งอุปทานน้ำมัน (Supply Disruption) และกลายเป็นแรงดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ทิศทางค่าการกลั่น (GRM) และราคา Spot LNG ในระยะถัดไป จะขึ้นอยู่กับความชัดเจนของการเจรจาระหว่างสหรัฐ และอิหร่านเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางเดินเรือ
ส่วนภาพรวมของอุปสงค์ และเศรษฐกิจโลก IMF ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2569 ไว้ที่ 3.0% โดยมีแรงหนุนจากการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ซึ่งช่วยหนุนความต้องการใช้พลังงานในภาพรวม ด้านสภาวะเศรษฐกิจไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 2.3% โดยมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยกดดันจากภาระค่าครองชีพและระดับราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อภาคครัวเรือนและการเติบโตของอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศ







