
FETCO ชี้ความเชื่อมั่นพุ่ง 'ร้อนแรง' ต่างชาติเทใจหุ้นไทย ซื้อสุทธิ 7.5 หมื่น
FETCO เผยความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้าแตะ 146.72 ระดับ 'ร้อนแรง' เงินทุนไหลเข้าหนุน ต่างชาติซื้อสุทธิรวม 7.5 หมื่นล้านบาท ชูหุ้น BANK เด่น จับตาความขัดแย้งโลกฉุดตลาด
KEY
POINTS
- ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 146.72 โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
- นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี 2569 เป็นมูลค่ารวม 75,864 ล้านบาท
- ปัจจัยหลักที่หนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนคือการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ รองลงมาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือนกรกฎาคม 2569 พุ่งสู่ระดับ 146.72 เข้าสู่เกณฑ์ "ร้อนแรง" สูงสุดในรอบหลายเดือน รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ขณะที่นักลงทุนยังจับตาความขัดแย้งระหว่างประเทศ นโยบายการเงินของเฟด และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
เงินทุนต่างชาติไหลเข้า ดันดัชนีความเชื่อมั่นสู่ระดับ "ร้อนแรง"
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index)ว่า ผลสำรวจเดือนกรกฎาคม 2569 (ระหว่างวันที่ 20-31 กรกฎาคม 2569) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 146.72
ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และสถานการณ์การเมืองในประเทศ
สรุปผลสำรวจ
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนกรกฎาคม 2569 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้
- ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ตุลาคม 2569) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (ช่วงค่าดัชนี 120-159) ที่ระดับ 146.72
- ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
- หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK)
- หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)
- ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน
- ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
ต่างชาติ-โบรกเกอร์ มองบวกตลาดหุ้นไทย ความเชื่อมั่นพุ่งแตะ 166.67
ทั้งนี้ ผลสำรวจ ณ เดือนกรกฎาคม 2569 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 11.9% อยู่ที่ระดับ 119.49 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 25.0% อยู่ที่ระดับ 166.67 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 1.8% อยู่ที่ระดับ 126.32 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่ม 25.0% อยู่ที่ระดับ 166.67
เฟด-ตะวันออกกลาง-ภาษีสหรัฐฯ 12.5% ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก
อย่างไรก็ดี ตลาดยังมีความผันผวนจากความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในระยะต่อไป ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ภายหลังบริษัทจดทะเบียนประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569
โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ปิดที่ 1,623.64 ปรับตัวเพิ่ม 2.04% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 87,397 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 48,864 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 75,864 ล้านบาท
ครึ่งปีหลังจับตา GDP ไทย ท่องเที่ยว ผลประกอบการ และ FDI หนุนตลาด
ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังกระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2.5% จากแรงหนุนของการส่งออกและการลงทุน ความต่อเนื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ แนวโน้มภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศ
ในด้านปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนติดตามความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน Fed หลังการประชุมล่าสุดที่ยังคงส่งสัญญาณระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนของราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและความผันผวนของตลาดการเงิน
รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป







