
คลังผนึกตลาดทุน เร่งเครื่อง TISA ชู 'Thailand Growth Story' ดึงทุนต่างชาติ
คลังผนึกตลาดทุน เร่งเครื่อง TISA ชู 'Thailand Growth Story' ดึงทุนต่างชาติ ฝั่ง FETCO ลดหย่อนภาษีถาวร ระดมทุนผ่าน IFF แทนการกู้
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังและตลาดทุนร่วมมือกันชู "Thailand Growth Story" ที่เน้นเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
- เร่งผลักดันมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว (TISA) โดยเตรียมเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดทุน
- FETCO ข้อเสนอให้สิทธิลดหย่อนภาษีของ TISA เป็นมาตรการถาวร เพื่อสร้างกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง แตกต่างจากกองทุน LTF ในอดีต
กระทรวงการคลังและภาคตลาดทุน มองตรงกันว่า ไทยกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญของการดึงดูดเงินลงทุนจากทั่วโลก จากการวางตำแหน่งประเทศสู่เศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาด พร้อมเดินหน้ามาตรการ TISA เพื่อเพิ่มสภาพคล่องตลาดทุนและสร้างการเติบโตระยะยาว
ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการหารือ ว่า ทุกฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่าปัจจุบันเป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาพื้นที่ปลอดภัยและเศรษฐกิจที่มีการวางตำแหน่งที่ดีในภูมิภาคอาเซียน
โดยประเทศไทยกำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษจากการวางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า "Thailand Growth Story" ซึ่งเน้นนโยบายการปรับเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) และการสร้างอุตสาหกรรมสีเขียว (Transformation to Green Industry)
ในขณะที่หลายประเทศยังประสบปัญหาความไม่ชัดเจนด้านนโยบายหรือติดหล่มการแก้ปัญหาคลัง แต่ไทยมีความพร้อมและสามารถปรับตัวได้เร็ว จนกลายเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั้งในส่วนของ Real Sector (FDI/BOI) และ Financial Investor ในตลาดทุน
นอกจากนี้ ในปีนี้ประเทศไทยจะมี "สปอตไลท์" สำคัญจากการเป็นเจ้าภาพประชุมใหญ่ระดับโลกอย่าง Annual Meetings ของ IMF และ World Bank ซึ่งจะเป็นเวทีโชว์ศักยภาพให้นักลงทุนเห็นภาพลักษณ์ใหม่ของไทยชัดเจนขึ้น
สยบความกังวล "Twin Deficits" ชี้เป็นเรื่องระยะสั้น
ส่วนความกังวลเรื่องการขาดดุลแฝด (Twin Deficits) ทั้งดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น มองว่า ควรตระหนักแต่ไม่ควรตระหนก เนื่องจากการขาดดุลที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบระยะสั้นจากการนำเข้าน้ำมันราคาสูงและการสำรองพลังงานเพื่อความมั่นคง
ในทางกลับกัน การเห็นตัวเลขนำเข้าที่สูงขึ้นนั้นสะท้อนถึงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น (Investment Cycle) ซึ่งดีกว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมากๆ แต่เศรษฐกิจหยุดชะงักเพราะไม่มีการลงทุนใหม่ ทั้งนี้ ตลาดการเงินและค่าเงินบาทของไทยยังถือว่ามีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับภูมิภาค และนักลงทุนต่างชาติไม่ได้แสดงความกังวลต่อประเด็นนี้อย่างมีนัยสำคัญ
เร่งเครื่อง TISA ชงครม.อนุมัติเร็วๆ นี้
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่นักลงทุนและประชาชนให้ความสนใจมาตรการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว หรือ TISA (Thailand Individual Savings Account) โดยมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 70-80%
ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของการเดินหน้ามาตรการดังกล่าว ต้องการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุนควบคู่ไปกับการดูแลผู้เสียภาษีให้มีสิทธิประโยชน์ทางการค้าและการออมเพิ่มขึ้น
“ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการสรุปรายละเอียดทางเทคนิคอีกเล็กน้อย และคาดว่าจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร็วที่สุด เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับทิศทางตลาด”
ชงลดหย่อนภาษี TISA อย่างถาวร
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า ได้หารือถึงการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเงินกู้ มาสู่การใช้กลไกตลาดทุนเป็นแหล่งระดมทุนหลัก เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเริ่มมีข้อจำกัดด้านเพดานหนี้ ซึ่งตลาดทุนสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญ ได้แก่
การสร้างผลิตภัณฑ์การเงินที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ระดมทุนและนักลงทุน ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นตรงกัน ถึงการเดินหน้ามาตรการ TISA ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนที่มีความรู้สามารถบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนเองได้ หรือเลือกซื้อผ่านกองทุนรวมสำหรับผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ยังได้เสนอแนวทางการลดหย่อนภาษีอย่างถาวร ต่างจากรูปแบบเดิม
“ยกตัวอย่างกองทุนรูปแบบเดิม เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ที่มีกำหนดระยะเวลา 5 ปีแล้วหยุด ซึ่งมักสร้างระเบิดเวลา เมื่อครบกำหนดแล้วนักลงทุนแห่ขายทิ้งพร้อมกัน การทำให้เป็นกฎหมายถาวรจะช่วยสร้างกระแสเงินไหลเข้า (Flow) สู่ตลาดทุนอย่างต่อเนื่องในระยะยาว”
แนะระดมทุนผ่าน IFF แทนการกู้ ลดข้อจำกัดหนี้สาธารณะ
นอกจากนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลใช้ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) หรือ IFF เป็นเครื่องมือหลักแทนการกู้ยืม เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและภาระหนี้สาธารณะที่สูง ทั้งนี้ รัฐบาลนำสินทรัพย์ที่มีอยู่เดิมมาเข้ากองทุนเพื่อระดมทุนไปสร้างโครงการใหม่ โดยต้องมี “Growth Story” หรือการเติมสินทรัพย์ใหม่ๆ เข้าไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความคาดหวังและดึงดูดนักลงทุน ไม่ให้ราคาหุ้นนิ่งหรือตกลงตามอายุสินทรัพย์เหมือนในอดีต
ดึงเม็ดเงินตะวันออกกลางและจีนสู่ตลาดไทย
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกองทุนจากตะวันออกกลาง ที่ปัจจุบันมองหาที่พักเงินที่ปลอดภัย (Safe Haven) เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเดิม อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและสร้างผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจเพื่อรองรับเม็ดเงินเหล่านี้ รวมถึงการศึกษาแนวทางความร่วมมือแบบ G2G เพื่อดึงเงินลงทุนจากจีน
ทั้งนี้ มองว่าหากรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ได้ตามแผน และใช้กลไกตลาดทุนเข้ามาช่วยสนับสนุนนโยบายภาครัฐอย่างเต็มที่ มีโอกาสที่จะเห็นดัชนีหุ้นไทยกลับไปยืนเหนือระดับ 1,600 จุด ได้







