thansettakij
thansettakij
กูรูชี้ 3 สงครามเขย่าตลาดการเงินโลก ชู DELTA-BDMS-CPALL หลบความเสี่ยง

กูรูชี้ 3 สงครามเขย่าตลาดการเงินโลก ชู DELTA-BDMS-CPALL หลบความเสี่ยง

24 ก.ค. 69 | 08:00 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ค. 69 | 08:00 น.

โบรกเตือน 3 สงครามทั้งตะวันออกกลาง การค้า และเทคโนโลยี กดดันตลาดการเงินทั่วโลกผันผวน พร้อมเปิดโผหุ้นรับมือวิกฤต ชู DELTA, BDMS และ CPALL เป็นหุ้นเด่นหลบความเสี่ยง

KEY

POINTS

  • ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ สงครามตะวันออกกลาง, สงครามการค้า และสงครามเทคโนโลยี
  • ความขัดแย้งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง เช่น การดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น และความเสี่ยงที่ไทยจะถูกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ
  • นักวิเคราะห์แนะนำกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นที่ปลอดภัย โดยชู DELTA, BDMS และ CPALL เป็นหุ้นเด่นสำหรับหลบเลี่ยงความเสี่ยงจากความผันผวน

ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่กลับมาผันผวนอีกครั้ง นักลงทุนไม่ได้เผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพัง แต่กำลังรับแรงกดดันจากหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเงินทุนและราคาสินทรัพย์ทั่วโลก

3 สงคราม กดดันสินทรัพย์เสี่ยง

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดมุมมองต่อภาพรวมตลาดการเงินโลกว่า ฝ่ายวิจัยประเมินว่าตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากปัจจัยเสี่ยงหลัก 3 ประการ หรือ "3 สงคราม") ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง ประกอบด้วย

1. สงครามตะวันออกกลาง (Middle East War 2.0) : สถานการณ์ยกระดับความรุนแรงขึ้น โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าอิหร่านกำลังถูกโจมตีอย่างหนักและยังไม่พร้อมทำข้อตกลง พร้อมขู่ว่าจะโจมตีสะพานและโรงไฟฟ้าของอิหร่านหากยังคงโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

ขณะที่อิหร่านก็ขู่ตอบโต้ด้วยการพุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสินทรัพย์ของสหรัฐฯ วิกฤตนี้ทำให้การเดินเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบจะกลายเป็นศูนย์ และผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นต่อเนื่องใกล้แตะระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

2. สงครามการค้า (Trade War 2.0): สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่กับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศทั่วโลก (รวมถึงไทย) ในอัตรา 10-12.5% ก่อนที่ภาษีชั่วคราว 10% จะครบกำหนดในวันศุกร์นี้ ที่น่ากังวลคือ ประเทศไทยมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูง

เนื่องจากสหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลด้วยสูงสุดเป็นอันดับ 7 ของโลกในปี 2568 (จากเดิมอันดับ 13 ในปี 2561)

3. สงครามเทคโนโลยี (Tech War 2.0): การแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐฯ และจีนกลับมารุนแรงขึ้น หลังจากสตาร์ทอัพจีน "MOONSHOT AI" เปิดตัวโมเดล KIMI K3 ขนาด 2.8 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งเตรียมเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีแบบ Open-weight ในวันที่ 27 ก.ค. 2569 ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ออกมากล่าวอ้างว่า Moonshot AI อาศัยข้อมูลจากโมเดลของสหรัฐฯ และใช้ประเทศไทยเป็นฐาน Server (ชิป GB300) ในการฝึกโมเดล

อัปเดตงบเทคฯ สหรัฐฯ

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ALPHABET (GOOG US) รายงานกำไรและรายได้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก โดยรายได้รวมอยู่ที่ 1.19 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และกำไรต่อหุ้น (EPS) พุ่งขึ้นถึง 294% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แตะ 9.11 ดอลลาร์

ปัจจัยหนุนหลักมาจากธุรกิจ Cloud ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 82% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน รับอานิสงส์ความต้องการใช้ Agentic AI ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายงบลงทุน (CAPEX) ขึ้นเป็น 1.95 - 2.05 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม AI Infrastructure ทั่วโลก

ในทางกลับกัน TESLA (TSLA US) แม้จะมีรายได้รวม 2.82 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโต 26% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และยอดขายรถยนต์ EV ฟื้นตัวแตะ 4.8 แสนคัน แต่กำไรต่อหุ้นกลับหดตัว 18% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เหลือ 0.33 ดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ร่วงลงเหลือเพียง 16.8% จากการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดในตลาดจีน

กลยุทธ์ลงทุนรับมือ 3 สงคราม

ด้วยปัจจัยดังกล่าว ทำให้ฝ่ายวิจัยแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเพื่อรับมือความผันผวนจาก "3 สงคราม" โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมที่รอดพ้นและได้ประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน, ประกันภัย, การแพทย์, ปิโตรเคมี และค้าปลีก
โดยแบ่งการลงทุนเป็น 2 ธีมหลัก ได้แก่

  1. หุ้นที่คาดว่ากำไรเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน : แนะนำ IVL, PTTGC, BCP, TRUE, SCGP, DOHOME, PTTEP, ADVICE, SC, ADVANC, PTT และ MASTER
  2. หุ้นที่กำไรยังเติบโตแต่ราคา Laggard: แนะนำ BCPG, AMATA, DELTA และ CRC

โดยกำหนดให้หุ้น DELTA, BDMS และ CPALL เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความปลอดภัยจากภาวะสงครามและไม่มีคะแนนผลกระทบติดลบ

ท้ายที่สุด แม้ "3 สงคราม" จะเป็นปัจจัยที่นักลงทุนไม่สามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่ควบคุมได้คือการบริหารความเสี่ยงและการจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การติดตามพัฒนาการของภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายการค้า และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอย่างใกล้ชิด จะมีความสำคัญไม่แพ้การวิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัท

เพราะในช่วงที่ความไม่แน่นอนกลายเป็น "ความปกติใหม่" หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง กำไรเติบโต และได้รับผลกระทบจำกัดจากความขัดแย้ง อาจเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความผันผวนและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนได้ในระยะยาว