thansettakij
thansettakij
จับตาหมากใหม่เฟดลดงบดุล กูรูมองทองมีลุ้น 4,200 ดอลลาร์ ชี้จังหวะสะสม

จับตาหมากใหม่เฟดลดงบดุล กูรูมองทองมีลุ้น 4,200 ดอลลาร์ ชี้จังหวะสะสม

24 ก.ค. 69 | 06:44 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ค. 69 | 06:44 น.

โบรกชี้จับตาหมากใหม่เฟดลดงบดุล ชี้เป็นแรงหนุนราคาทองคำฟื้น หากยืนเหนือ 4,100 ดอลลาร์ มีลุ้นทดสอบ 4,200 ดอลลาร์ แนะทยอยสะสมช่วงราคาอ่อนตัวรับโอกาสลงทุน

KEY

POINTS

  • เฟดส่งสัญญาณเปลี่ยนนโยบายการเงิน โดยอาจหันมาให้ความสำคัญกับการลดขนาดงบดุลแทนการขึ้นดอกเบี้ย
  • นโยบายดังกล่าวอาจกดดันค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ โดยนักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสฟื้นตัวทดสอบระดับ 4,200 ดอลลาร์
  • นักวิเคราะห์แนะเป็นจังหวะทยอยสะสมทองคำ หากราคาย่อตัวลงมาในโซนแนวรับ 4,000-4,065 ดอลลาร์ (ประมาณ 64,500-65,200 บาท)

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD ประเมินว่า ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงแนวทางดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของ เควิน วอร์ช หลังเริ่มส่งสัญญาณให้น้ำหนักกับการลดขนาดงบดุล (Balance Sheet) มากกว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

หากแนวทางดังกล่าวเกิดขึ้นจริง อาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำมีโอกาสฟื้นตัวได้ อย่างไรก็ตาม ทิศทางตลาดยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งหากปรับตัวสูงขึ้น อาจกลับมากดดันราคาทองคำได้เช่นกัน

การส่งสัญญาณดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก เควิน วอร์ช ให้การต่อรัฐสภาสหรัฐฯ โดยระบุว่า การทบทวนงบดุลของเฟดซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะครอบคลุมถึงการกำหนดระดับเงินสำรองที่เหมาะสมของระบบการเงิน ซึ่งทำให้เฟดยังจำเป็นต้องถือครองพันธบัตรรัฐบาลในระดับหนึ่ง

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนที่วอร์ชย้ำมาโดยตลอด โดยในอดีตเขาเคยคัดค้านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และการขยายงบดุลของเฟดก่อนลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการเฟดในปี 2554 พร้อมมองว่า แม้เฟดอาจไม่สามารถกลับไปมีงบดุลขนาดเล็กเหมือนในปี 2549 ได้ แต่ยังสามารถปรับโครงสร้างงบดุลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีความยั่งยืนมากขึ้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank ประเมินว่า หมากการเงินใหม่ของเฟด "ลดงบดุลแต่ไม่ขึ้นดอกเบี้ย" อาจไม่ได้ส่งผลลบต่อค่าเงินดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ หากไม่สามารถผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวสูงขึ้น โดยยกตัวอย่างกรณีของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะทยอยลดขนาดงบดุล แต่ค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าลง

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายดังกล่าวยังอาจสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวและต้นทุนการกู้ยืมไม่ให้สูงขึ้น สะท้อนว่าผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคำยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาดในระยะต่อไป

ชูกรอบ 65,200-64,500 บาท เข้าโซนทยอยสะสม

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนทองคำนั้น ทางฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ภาพรวมราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังแรงขายในภาพใหญ่ชะลอตัวลง แต่ยังไม่ยืนยันการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน หากราคาสามารถยืนเหนือ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างมั่นคง มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นทดสอบ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 66,700 บาท

ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญของการฟื้นตัวในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากราคาไม่สามารถผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ อาจเผชิญแรงขายกดดันให้กลับลงมาทดสอบแนวรับ 4,065-4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 65,200-64,500 บาท ซึ่งมองเป็นโซนสำหรับทยอยสะสม