thansettakij
thansettakij
ดัชนี S&P 500 มีลุ้นรับแรงหนุน หลังเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ เปิดจังหวะลงทุนรอบใหม่

ดัชนี S&P 500 มีลุ้นรับแรงหนุน หลังเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ

24 ก.ค. 69 | 03:35 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.ค. 69 | 03:41 น.

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐกำลังจะมาถึงอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นในระยะสั้น แต่ข้อมูลย้อนหลังชี้ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นทุกครั้งในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม นับตั้งแต่ปี 1954 โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 18.2%

KEY

POINTS

  • สถิติในอดีตชี้ว่าช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม เป็นช่วงที่ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงที่สุดในรอบ 4 ปี
  • แม้ปีที่มีการเลือกตั้งจะมีความผันผวนสูงและผลตอบแทนต่ำ แต่ก็เป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าลงทุนเพื่อรอรับผลตอบแทนที่ดีหลังความไม่แน่นอนคลี่คลาย
  • การคาดการณ์ว่าสภาคองเกรสจะอยู่ในภาวะแบ่งอำนาจ (split Congress) อาจทำให้การเปลี่ยนแปลงกฎหมายขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้น ซึ่งสร้างเสถียรภาพและเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น

ขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐเหลือเวลาอีกเพียง 4 เดือน บรรยากาศทางการเมืองในกรุงวอชิงตันเริ่มตึงเครียดมากขึ้น เนื่องจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันแข่งขันกันเพื่อชิงเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร

ผลการเลือกตั้งอาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ไม่เพียงต่อการเมืองสหรัฐ แต่ยังรวมถึงตลาดการเงินของสหรัฐด้วย เนื่องจากฝ่ายที่ครองเสียงข้างมากจะเป็นผู้กำหนดว่านโยบายใดของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ จะสามารถผลักดันผ่านกระบวนการนิติบัญญัติได้

เจฟฟ์ บุคบินเดอร์ (Jeff Buchbinder) หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านตราสารทุนของ LPL Financial ระบุว่า แม้การเลือกตั้งกลางเทอมจะมาพร้อมกับความผันผวน แต่การแข่งขันเลือกตั้งครั้งนี้อาจสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุนอย่างมาก

ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่า นักลงทุนอาจได้รับประโยชน์มากกว่าหากให้ความสำคัญกับพฤติกรรมของตลาด มากกว่าการคาดการณ์ผลทางการเมือง

บุคบินเดอร์ระบุว่า ปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมมีความสัมพันธ์กับผลตอบแทนตลาดหุ้นรายปีที่อ่อนแอที่สุดในวัฏจักรการเลือกตั้งประธานาธิบดี 4 ปี โดยตลาดหุ้นมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 4.6% ขณะเดียวกันยังเผชิญการปรับฐานเฉลี่ยที่รุนแรงที่สุด และมีความผันผวนที่เกิดขึ้นจริงในระดับสูงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอม หรือปีที่เรียกว่า "ปีเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี" (pre-election year) กลับเป็นช่วงที่ตลาดมีการเติบโตเฉลี่ยสูงที่สุด ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนับสนุนโอกาสการลงทุน โดยนับตั้งแต่ปี 1954 ดัชนี S&P 500 (^GSPC) ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกช่วง 18 ครั้งหลังการเลือกตั้งกลางเทอม และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 18.2%

นักลงทุนควรคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายขนาดใหญ่น้อยลง 

LPL Financial ประเมินในกรณีฐาน (base case) ว่า สภาคองเกรสจะอยู่ในภาวะแบ่งอำนาจ (split Congress) หรือมีการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์ปัจจุบันที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร โดยสภาคองเกรสที่แบ่งอำนาจจะมีแนวโน้มสร้างสภาพแวดล้อมที่ นักลงทุนควรคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายขนาดใหญ่น้อยลง แต่จะมีความผันผวนเพิ่มขึ้นในประเด็นสำคัญ เช่น การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลและการขยายเพดานหนี้

เมื่อการผลักดันกฎหมายสำคัญทำได้ยากขึ้น ความสนใจจะหันไปยังสิ่งที่ทำเนียบขาวสามารถดำเนินการผ่านคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) และหน่วยงานกำกับดูแลต่าง ๆ ได้ เนื่องจากหากพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่ง ก็มีแนวโน้มที่จะขัดขวางความพยายามผลักดันกฎหมายสำคัญของรัฐบาล

ผลลัพธ์ของตลาดมีความสำคัญมากกว่าผลลัพธ์ทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม บุคบินเดอร์มองว่า ผลลัพธ์ของตลาดมีความสำคัญมากกว่าผลลัพธ์ทางการเมือง สำหรับนักลงทุนที่พร้อมนำเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดในช่วงที่ความไม่แน่นอนอยู่ในระดับสูง ความเสี่ยงดังกล่าวมักให้ผลตอบแทนที่ดี

แม้ปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมอาจทดสอบความอดทนของนักลงทุน แต่ก็อาจให้ผลตอบแทนแก่ผู้ที่มีวินัยในการลงทุน แทนที่จะพยายามคาดการณ์ว่าใครจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง นักลงทุนอาจได้รับประโยชน์มากกว่าจากการเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการเลือกตั้ง และพร้อมคว้าโอกาสเมื่อความไม่แน่นอนเริ่มคลี่คลาย