thansettakij
thansettakij
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เตือนหุ้นสหรัฐแพงเกินพื้นฐาน S&P 500 จ่อทำสถิติใหม่

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เตือนหุ้นสหรัฐแพงเกินพื้นฐาน S&P 500 จ่อทำสถิติใหม่

22 ก.ค. 69 | 00:07 น.
อัปเดตล่าสุด :22 ก.ค. 69 | 00:26 น.

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เตือนว่าตลาดหุ้นสหรัฐกำลังอยู่ในภาวะที่นักลงทุนจำนวนมากซื้อหุ้นด้วยความหวังมากกว่าการประเมินมูลค่าพื้นฐาน ขณะที่ค่า CAPE Ratio ของดัชนี S&P 500 พุ่งแตะระดับ 41 ใกล้ทำสถิติสูงสุดในรอบ 155 ปี

KEY

POINTS

  • วอร์เรน บัฟเฟตต์ เตือนว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในภาวะเก็งกำไรสูง นักลงทุนซื้อหุ้นด้วยความหวังมากกว่าการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ทำให้หาหุ้นราคาเหมาะสมได้ยาก
  • บริษัท Berkshire Hathaway ของเขาได้ทยอยขายหุ้นและถือเงินสดเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อรอโอกาสลงทุนเมื่อความเสี่ยงและผลตอบแทนมีความคุ้มค่า
  • ดัชนี CAPE Ratio ที่ใช้วัดมูลค่าตลาดพุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตกว่าสองเท่า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุคฟองสบู่ดอตคอม สะท้อนว่าราคาหุ้นแพงเกินจริง

ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อไม่นานมานี้ วอร์เรน บัฟเฟตต์ แสดงมุมมองต่อสภาวะตลาดหุ้นในปัจจุบัน โดยกล่าวถึงความยากลำบากในการค้นหาหุ้นที่มีมูลค่าที่แท้จริง ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนจำนวนมากให้ความสำคัญกับการเก็งกำไรมากกว่าการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบคอบ (Due Diligence)

แก่นสำคัญของข้อสังเกตของบัฟเฟตต์ คือ สถานการณ์ที่ผู้ซื้อจำนวนมากกำลังลงทุนด้วยความหวังเพียงอย่างเดียว โดยเดิมพันกับผลลัพธ์ในอนาคตที่อาจไม่เกิดขึ้นจริง มุมมองของบัฟเฟตต์จึงชวนให้วิเคราะห์ลึกลงไปว่า ตลาดหุ้นมีพฤติกรรมอย่างไรเมื่อความคึกคักของนักลงทุนแซงหน้าปัจจัยพื้นฐาน และสิ่งนี้อาจมีความหมายอย่างไรต่อนักลงทุน ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Berkshire ลดการลงทุนในหุ้นอย่างระมัดระวัง

รายงานระบุว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Berkshire Hathaway ดำเนินกลยุทธ์การลงทุนด้วยความระมัดระวัง แทนที่จะเร่งนำเงินลงทุนเข้าสู่ตลาด บริษัทกลับเป็นผู้ขายสุทธิของหุ้น โดยทยอยลดสัดส่วนการถือครองหุ้นขนาดใหญ่ เช่น Apple และขายหุ้นในบริษัทขนาดเล็กหลายแห่งออกทั้งหมดในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน Berkshire ได้เพิ่มเงินสดในมืออย่างต่อเนื่อง จนมีเงินสดและสินทรัพย์สภาพคล่องที่ยังไม่ได้จัดสรรลงทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

อดทนแทนการไล่ซื้อหุ้นตามโมเมนตัมของตลาด

กลยุทธ์ดังกล่าวสะท้อนมากกว่าการขายทำกำไร แต่เป็นการเลือกใช้ความอดทนแทนการไล่ซื้อหุ้นตามโมเมนตัมของตลาด แม้ว่าบริษัทจะเข้าลงทุนในบางโอกาส เช่น การเพิ่มการลงทุนใน Alphabet แต่แนวทางโดยรวมยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง

การเลือกถือสินทรัพย์สภาพคล่องมากกว่าการเร่งจัดสรรเงินลงทุน ช่วยให้ Berkshire มีความยืดหยุ่นในการเข้าซื้อสินทรัพย์เมื่อมีโอกาสที่ราคาน่าสนใจกลับมาอีกครั้ง กลยุทธ์นี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า เงินลงทุนควรถูกนำไปใช้เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk-Reward Profile) บ่งชี้ว่ามีความคุ้มค่าอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเพราะราคาหุ้นกำลังปรับตัวขึ้นหรือบรรยากาศตลาดเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น

ค่า CAPE Ratio สะท้อนอะไรเกี่ยวกับมูลค่าตลาดที่ร้อนแรง

หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในการประเมินว่าตลาดหุ้นมีมูลค่าเหมาะสมหรือไม่ คือ อัตราส่วนราคาต่อกำไรที่ปรับตามวัฏจักรเศรษฐกิจ (Cyclically Adjusted Price-to-Earnings Ratio: CAPE Ratio)

ตัวชี้วัดนี้คำนวณจากการนำราคาหุ้นปัจจุบันมาเปรียบเทียบกับกำไรเฉลี่ยของบริษัทในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลังปรับผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้ว วิธีการดังกล่าวช่วยลดความผันผวนของผลประกอบการที่เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจขยายตัวและถดถอย ทำให้สะท้อนภาพระยะยาวได้ดียิ่งขึ้นว่าผู้ลงทุนกำลังจ่ายราคาที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับศักยภาพการทำกำไรที่แท้จริงหรือไม่

เมื่อค่า CAPE Ratio สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต มักสะท้อนว่าราคาหุ้นได้สะท้อนสมมติฐานเชิงบวกต่อการเติบโตในอนาคตไว้แล้ว ปัจจุบัน CAPE Ratio อยู่ที่ระดับ 41 สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 17.8 มากกว่าสองเท่า

ยิ่งไปกว่านั้น ระดับดังกล่าวถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ช่วงฟองสบู่ดอตคอมในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งต่อมานำไปสู่ภาวะตลาดหุ้นตกต่ำเป็นเวลานาน หากยังปรับตัวขึ้นในอัตราปัจจุบัน ค่า CAPE Ratio มีแนวโน้มจะทำลายสถิติสูงสุดเดิมที่ระดับ 44 ซึ่งจะกลายเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 155 ปี

ระดับ CAPE Ratio ในปัจจุบันบ่งชี้ว่า ราคาหุ้นส่วนสำคัญในตลาดขณะนี้ตั้งอยู่บนความคาดหวังว่าจะเกิดการขยายตัวของมูลค่าหุ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาเทคโนโลยีครั้งสำคัญ และเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง สภาพแวดล้อมเช่นนี้สอดคล้องกับความกังวลของบัฟเฟตต์ที่มองว่านักลงทุนกำลังไล่ตามแรงส่งของตลาดด้วย "ความหวัง"

เช่นเดียวกับช่วงการเก็งกำไรในอดีตที่ราคาหุ้นสะท้อนสถานการณ์เชิงบวกซึ่งท้ายที่สุดกลับไม่เป็นไปตามคาด ปัจจุบันอัตราการประเมินมูลค่าหุ้นเปิดพื้นที่ให้เกิดความผิดหวังได้น้อยมาก เมื่อราคาหุ้นแยกตัวออกจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ ส่วนเผื่อความผิดพลาด (Margin of Error) จะลดลง และในที่สุดราคาหุ้นก็มักปรับกลับเข้าสู่ระดับที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

นักลงทุนควรลงทุนอย่างไรในปี 2026

รายงานระบุว่า ภายใต้สภาวะตลาดในปัจจุบัน นักลงทุนควรยึดหลักการลงทุนระยะยาวที่พิสูจน์แล้ว มากกว่าพยายามคาดการณ์ความผันผวนระยะสั้น

การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging: DCA) ช่วยลดอิทธิพลของอารมณ์ในการตัดสินใจ เพราะทำให้นักลงทุนทยอยลงทุนในระดับราคาที่แตกต่างกันตลอดวัฏจักรตลาด กลยุทธ์นี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ไม่มีใครสามารถระบุจังหวะเข้าซื้อที่ดีที่สุดได้อย่างแม่นยำ จึงควรมุ่งเน้นการสะสมสินทรัพย์อย่างสม่ำเสมอในระยะยาว

นอกจากนี้ การมุ่งลงทุนในบริษัทคุณภาพสูงที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ต่อเนื่องในระยะยาว ถือเป็นรากฐานที่มั่นคงกว่าการไล่ตามธีมการลงทุนที่กำลังได้รับความนิยม การกระจายการลงทุนระหว่างบริษัทเหล่านี้ยังช่วยลดผลกระทบจากความผิดหวังของผลประกอบการจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ในขณะเดียวกัน การถือเงินสดควบคู่กับการลงทุนในหุ้นยังมีประโยชน์สองด้าน คือ ช่วยลดความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน และทำให้นักลงทุนมีเงินพร้อมสำหรับเข้าซื้อสินทรัพย์เมื่อราคาปรับตัวลงจนมีความน่าสนใจมากขึ้นหลังบรรยากาศการลงทุนเริ่มเย็นลง

ท้ายที่สุด ความเห็นของบัฟเฟตต์สะท้อนว่า ตลาดหุ้นสามารถอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็นต้องเกิดผลกระทบในทันที อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักลงทุนควรทำไม่ใช่การหลีกเลี่ยงตลาดหุ้นทั้งหมด แต่คือการเลือกลงทุนอย่างพิถีพิถันมากขึ้น ด้วยการให้ความสำคัญกับความอดทนและการประเมินมูลค่าอย่างมีเหตุผล นักลงทุนจะสามารถรับมือกับช่วงเวลาที่ตลาดเต็มไปด้วยภาวะฟองสบู่ได้ดียิ่งขึ้น เป้าหมายสูงสุดคือการถือครองธุรกิจที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะตอบแทนผู้ลงทุนที่มีวินัยและอดทน มากกว่าผู้ที่ลงทุนโดยอาศัยเพียงความหวัง

อย่างไรก็ตาม การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน การลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศโดยตรงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน