
SCGP มั่นใจ Q3 โตต่อ คงเป้ารายได้ 1.3 แสนล้าน ลุยดีล M&P เวียดนาม
SCGP มั่นใจผลงานไตรมาส 3/69 โตต่อ รับออร์เดอร์ปลายปี หนุนวอลุ่มขายเพิ่ม คงเป้ารายได้ 1.3 แสนล้านบาท เดินหน้าลงทุน 1 หมื่นล้าน พร้อมเร่งปิดดีล M&P ในเวียดนาม
KEY
POINTS
- SCGP คาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 3/69 เติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน จากปัจจัยบวกด้านการผลิตเพื่อรองรับการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ
- บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ทั้งปี 2569 ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 130,000 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในอินโดนีเซียและเวียดนาม
- เดินหน้าเจรจาเข้าซื้อกิจการ (M&P) ในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าไปที่โรงงานกล่องกระดาษ เพื่อขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาส 3/2569 มีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยบวกจะมาจากการผลิตสินค้าเพื่อรองรับการเพิ่มสต็อกในช่วงปลายไตรมาส 3 ถึงไตรมาส 4 เพื่อรองรับการส่งออกและบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม อินโดนีเซียและไทย
ในขณะที่ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง ส่วนราคาน้ำมันจะมีความผันผวนลดลง อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังไม่ยุติ ทำให้ต้องติดตามกลไกตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาแนวทางบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการเพิ่มคุณค่าให้แก่ลูกค้าผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โซลูชัน และบริการที่ตอบโจทย์หลากหลายมากขึ้น
Q3/69 ฉายแววโตต่อ
จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 จะมีการเติบโตที่ดีจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะในส่วนของปริมาณการขาย (วอลุ่ม) ที่เติบโตต่อเนื่องทุกไตรมาส แม้ปกติในช่วงเดือน 7 - 8 ของทุกปี วอลุ่มมักจะแผ่วลง ตามปัจจัยฤดูกาลและโลซีซั่นของธุรกิจต่างประเทศ
แต่ในช่วงครึ่งหลังของไตรมาส 3 ของทุกปีจะเห็นการพีคอัพของคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) ในการส่งออกสินค้าในแต่ละประเทศเพื่อรองรับการเตรียมพร้อมเข้าสู่เทศกาลช่วงปลายปี
ในด้านราคาขายสินค้าของบริษัทก็ได้มีการปรับราคาให้สอดคล้องกับต้นทุน ซึ่งยังมีแรงกดดันจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง แต่แนวโน้มราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลและราคาเชื้อเพลิงแม้เห็นเทรนด์ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ความผันผวนอาจจะน้อยลงจากช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการได้ และทำให้ต้นทุนกับราคาสินค้าค่อนข้างสอดคล้องกัน
ด้วยแนวโน้มที่ดี ทำให้ในปัจจุบันบริษัทยังคงเป้ารายได้ปี 2569 นี้ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 130,000 ล้านบาท และเป้ากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ระดับ 18,300 ล้านบาท และอัตรากำไร (Margin) มากกว่า 14%
แม้ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำ EBITDA รวมแล้วประมาณ 10,462 ล้านบาท และอัตรากำไรที่ระดับ 17% เนื่องจากสถานการณ์ในช่วงครึ่งปีหลังยังคงต้องติดตามอยู่ แต่ปัจจัยหลักๆที่หนุนมาจากผลประกอบการของธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียที่พลิกจากขาดทุนมามีกำไร ประกอบกับธุรกิจในประเทศเวียดนามที่ยังคงเติบโต จึงทำให้ภาพรวมผลการดำเนินงานแข็งแกร่งมากขึ้น
ส่วนปัจจัยเรื่องค่าเงินบาทอ่อนค่านั้น หากดูธุรกิจของ SCGP จะมีการนำเข้าเศษกระดาษและเครื่องจักรบางส่วน ในขณะเดียวกันก็มีการส่งออกสัดส่วน 13% จึงทำให้ธุรกิจของ SCGP มีทั้งการนำเข้าและส่งออกที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน ทำให้ตัวเลขการอ่อนค่าของค่าเงินบาทไม่ได้มีความแตกต่างมาก ทั้งนี้ ในฝั่งธุรกิจเยื้อและกระดาษมีสัดส่วนการส่งออกมาจำนวนมาก แต่ต้นทุนไม้ใช้จากในประเทศ ซึ่งอาจจะได้ผลประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนบ้าง
อัดงบหมื่นล้าน
นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งทางการเงินสูง โดยมีขีดความสามารถในการก่อหนี้เพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังจากสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA (Net Debt/EBITDA) ลดลงมาอยู่ที่ 2.6 เท่า จากเดิม 3.5 เท่า
ขณะที่งบลงทุนในครึ่งปีแรกของปี 2569 ถูกใช้ไปจำนวน 2,384 ล้านบาท จากกรอบงบประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็น Growth CAPEX ราว 5,500 ล้านบาท และงบสำหรับการซ่อมบำรุง การเพิ่มประสิทธิภาพ ESG นวัตกรรม และอื่นๆ อีกราว 4,500 ล้านบาท
ทั้งนี้ SCGP มุ่งมั่นสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์เชิงรุกขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์จากกระดาษในอาเซียนเพื่อรับโอกาสความต้องการที่ขยายต่อเนื่อง โดยเพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในตอนใต้ของประเทศเวียดนาม 26,800 ตันต่อปี ที่จะตั้งอยู่ในพื้นที่โรงงานเดิมของ Vina Kraft Paper Co., Ltd. (VKPC) ซึ่งเป็นบริษัทใน SCGP ที่นครโฮจิมินห์ ด้วยงบประมาณรวม 748 ล้านบาท เพื่อรุกต่อยอดโอกาสการเติบโตในเวียดนาม คาดว่าจะเริ่มการผลิตในเดือน ก.ย.ปี 70
ขณะเดียวกันบริษัทได้เสริมความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องผ่านการเพิ่มปริมาณการขายในประเทศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) Machine Learning และ Deep Learning เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การควบคุมคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงานมาใช้ในกระบวนการผลิต
เร่งเจรจาปิดดีล M&P ในเวียดนาม
สำหรับความคืบหน้าการเข้าซื้อกิจการ (M&P) ในประเทศเวียดนาม ยอมรับว่าปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาหลายรายมีทั้งรูปแบบดีลใหญ่และดีลเล็ก ซึ่งดีลเล็กอาจรวดเร็วกว่าดีลใหญ่ที่ต้องใช้เวลาพิจารณาประมาณ 2-3 ปี ในการตรวจสอบและประเมินมูลค่ากิจการ รวมถึงการเจรจาต่อรองราคามากขึ้น
"ดีล M&P เรามีมาอยู่ตลอด แต่เป้าหมายหลักๆ อยู่ในโรงงานกล่องกระดาษในเวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงในไทยที่บริษัทมีฐานการผลิตอยู่ ส่วนกลุ่มธุรกิจพอลิเมอร์ก็มีการเติบโตและให้กำไรที่ดี เพียงแต่เราต้องดูอันที่เข้ามาและเพิ่มมูลค่าได้ในจังหวะและราคาที่เหมาะสมมากน้อยแค่ไหน"
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท SCGP ได้มีมติอนุมัติแต่งตั้ง นายดนัยเดช เกตุสุวรรณ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.70 เป็นต้นไป แทนนายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เกษียณอายุ โดยนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมของ SCGP เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป
โดยเป็นการส่งต่อการบริหารอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนทิศทางเชิงกลยุทธ์และรูปแบบธุรกิจในอนาคต พร้อมสานต่อจุดแข็งของบริษัทฯ ควบคู่กับการนำแนวคิดและมุมมองใหม่มายกระดับประสิทธิภาพ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย







