thansettakij
thansettakij
LHFG กำไรครึ่งปีแรกแตะ 1.54 พันล้าน โต 37% สินเชื่อรายย่อย-ธุรกิจโตต่อเนื่อง

LHFG กำไรครึ่งปีแรกแตะ 1.54 พันล้าน โต 37% สินเชื่อรายย่อย-ธุรกิจโตต่อเนื่อง

20 ก.ค. 69 | 12:31 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ค. 69 | 12:55 น.

LHFG โชว์กำไรครึ่งปีแรก 2569 โต 37.3% แตะ 1.54 พันล้านบาท รับแรงหนุนรายได้ค่าธรรมเนียม-ธุรกิจลงทุน ขณะสินเชื่อโต 6.7% เดินหน้ารุก AI, Wealth และลงทุนต่างประเทศ

KEY

POINTS

  • LHFG มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 จำนวน 1,538.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • พอร์ตสินเชื่อเติบโต 6.7% โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากสินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลและที่อยู่อาศัย รวมถึงสินเชื่อธุรกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง
  • การเติบโตของกำไรได้รับแรงหนุนสำคัญจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 56.3% โดยเฉพาะกำไรจากเครื่องมือทางการเงินและรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ

บริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ LHFG รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 และครึ่งแรกปี 2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยมีรายละเอียดดังนี้

ครึ่งแรกปีกำไรพุ่ง 37.3%

ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยไตรมาสที่ 2/2569 กำไรสุทธิจำนวน 696.1 ล้านบาท ลดลง 17.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2569 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 842.5 ล้านบาท เป็นผลจากการลดลงของกำไรจากเงินลงทุน และรายได้เงินปันผล และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 26.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2568 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 551.0 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของ กำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ

ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยงวด 6 เดือนของปี 2569 กำไรสุทธิจำนวน 1,538.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.3% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนของปี 2568 ที่มีกำไรสุทธิจำนวน 1,120.7 ล้านบาท เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม ผ่านกำไรหรือขาดทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ

รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ

ไตรมาสที่ 2/2569 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 1,918.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2569 และเพิ่มขึ้น 15.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2568 โดยรายได้ดอกเบี้ยไตรมาสที่ 2/2569 จำนวน 3,316.4 ล้านบาท ลดลง 1.6% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย จำนวน 1,398.2 ล้านบาท ลดลง 17.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2568

งวด 6 เดือนของปี 2569 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 3,689.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.5 เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนของปี 2568 โดยรายได้ดอกเบี้ยจำนวน 6,633.5 ล้านบาท ลดลง 1.9% และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจำนวน 2,944.5 ล้านบาท ลดลง 14.0% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนของปี 2568

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิ

ไตรมาสที่ 2/2569 รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 639.5 ล้านบาท ลดลง 6.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2569 ส่วนใหญ่เป็นการลดลงของกำไรจากเงินลงทุนและรายได้เงินปันผล และเพิ่มขึ้น 28.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2568 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของกำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน

งวด 6 เดือนของปี 2569 รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 1,324.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.3% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนของปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของกำไร (ขาดทุน) สุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่น

ไตรมาสที่ 2/2569 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นจำนวน 1,344.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทนกรรมการ และเพิ่มขึ้น 16.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2568 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและค่าใช้จ่ายอื่นๆ

งวด 6 เดือนของปี 2569 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอื่นจำนวน 2,584.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนของปี 2568 ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนและค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพนักงาน

กำไรจากการดำเนินงานก่อนผลขาดทุนด้านเครดิต

ไตรมาสที่ 2/2569 กำไรจากการดำเนินงานก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 1,212.9 ล้านบาท ลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2569 และเพิ่มขึ้น 20.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2568 ส่วนงวด 6 เดือนของปี 2569 กำไรจากการดำเนินงานก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้จำนวน 2,428.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.1% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนของปี 2568

กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน ไตรมาสที่ 2/2569 เท่ากับ 0.033 บาทต่อหุ้น ลดลง 17.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2569 และเพิ่มขึ้น 26.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2568 ในขณะที่กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน สำหรับงวด 6 เดือนของปี 2569 เท่ากับ 0.073 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 37.7% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนของปี 2568

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไตรมาสที่ 2/2569 จำนวน 363.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/2569 และเพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2568 และอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) ณ ไตรมาสที่ 2/2569 อยู่ที่ 143.56% สำหรับผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นงวด 6 เดือนของปี 2569 จำนวน 551.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนของปี 2568

ไตรมาสที่ 2/2569 กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเท่ากับ 0.320 บาทต่อหุ้น ลดลง 13.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 /2569 และเพิ่มขึ้น 23.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 2/2568 ขณะที่งวด 6 เดือนของปี 2569 กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐานเท่ากับ 0.690 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 25.5% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนของปี 2568

พัฒนาการที่สำคัญ

  • พอร์ตสินเชื่อเติบโต 6.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 หลักๆ เติบโตจากสินเชื่อ ส่วนบุคคล 41.3% สินเชื่อที่อยู่อาศัย 9.9% และสินเชื่อธุรกิจ 5.3%
  • สินเชื่อ SME (SME Product Program Loans) เติบโต 34% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568
  • สัดส่วนสินเชื่อรายย่อยเพิ่มขึ้นเป็น 25.8% จาก 24.9% ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนถึงความต่อเนื่องในการกระจายพอร์ตสินเชื่อ
  • บริการธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยสินเชื่อธุรกิจระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 รายได้ค่าธรรมเนียม Trade Finance เพิ่มขึ้น 147.7% และรายได้ค่าธรรมเนียม FX เพิ่มขึ้น 74.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากเครือข่าย CTBC
  • ฐานลูกค้ารายย่อยขยายตัว 16.7% จากแคมเปญ Lifestyle Banking ที่มอบสิทธิประโยชน์ที่หลากหลายตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้า รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
  • รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) เติบโต 127% เมื่อเทียบกับปีก่อนจากการเปิดตัวกองทุนที่มีศักยภาพเติบโตสูงและมีธีมการลงทุนเฉพาะ (High-growth & Unique Thematic Funds)
  • เปิดตัว “Genie AI” เมื่อเดือนมีนาคม 2569 โดยธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นธนาคารแรกที่นำผู้ช่วย AI มาให้บริการบน Mobile Banking Application เพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการเงิน ของลูกค้าผ่านการสนทนาด้วยเสียง และภาษาธรรมชาติ
  • เปิดให้บริการ LHS GlobalX ระบบซื้อขายหลักทรัพย์และกองทุน ETF ต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนทั่วโลก การขยายฐานลูกค้า และเสริมศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ
  • เปิดให้บริการซื้อขายกองทุนรวมผ่าน Streaming Fund Plus เพื่อยกระดับประสบการณ์ การลงทุน เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์
  • พัฒนาระบบจองซื้อหุ้นกู้ออนไลน์ (LHS BondX) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ลดขั้นตอนการดำเนินงาน และลดการใช้เอกสาร
  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับเมกะเทรนด์โลกผ่านความร่วมมือกับบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับสากล (Best-in-class Fund Houses) เพื่อคัดเลือกสินทรัพย์และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ ผู้ลงทุน ช่วงครึ่งปีแรก LH Fund ออกกองทุนใหม่รวม 12 กองทุน คิดเป็นมูลค่าการจองซื้อ IPO รวม 2,145 ล้านบาท ครอบคลุมธีมการลงทุนระยะยาวและตอบโจทย์แต่ละสภาวะตลาด เช่น AI Infrastructure, Semiconductor, Energy Infrastructure และ Thematic Global Equity

ปัจจัยที่อาจมีผลกระทบต่อธุรกิจในอนาคต

แนวโน้มนโยบายการเงินที่อยู่ในระดับผ่อนคลายช่วยบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงิน ของภาคเอกชนและครัวเรือน รวมถึงเอื้อต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์สินเชื่อใหม่ ขณะที่กลไกการแก้ไขหนี้และบทบาทของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาความเปราะบางของลูกหนี้และสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SMEs

และธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อยังมีจำกัด โดยอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับผ่อนคลายจะยังคงกดดัน NIM ของธนาคาร ประกอบกับการแข่งขันด้านราคาในกลุ่มลูกค้าคุณภาพสูงที่ยังเข้มข้น ความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์จึงยังเผชิญความท้าทาย ในระยะข้างหน้า

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้ออาจทำให้ราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจกดดันการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี ความเปราะบางของเศรษฐกิจจีนที่อาจเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขันจากสินค้านำเข้า การเข้าสู่ตลาดของ Virtual Bank ที่ทำให้การแข่งขันในกลุ่มลูกค้ารายย่อยและ SMEs เข้มข้นขึ้น นอกจากนี้ ประเด็นด้าน ESG และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศมีบทบาทมากขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ