thansettakij
thansettakij
TTB โชว์กำไรครึ่งปี 1.07 หมื่นล้าน โต 5.8% คุม NPL อยู่หมัด พร้อมจ่ายปันผลสูง

TTB โชว์กำไรครึ่งปี 1.07 หมื่นล้าน โต 5.8% คุม NPL อยู่หมัด พร้อมจ่ายปันผลสูง

20 ก.ค. 69 | 07:10 น.
อัปเดตล่าสุด :20 ก.ค. 69 | 07:12 น.

TTB โชว์กำไรครึ่งปีแรก 2569 แตะ 10,683 ล้านบาท เติบโต 5.8% แม้เผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง ขณะที่ NPL ทรงตัว 2.93% เดินหน้าซื้อหุ้นคืนเร็วกว่าแผน พร้อมจ่ายปันผลในระดับสูงต่อเนื่องแก่ผู้ถือหุ้น

KEY

POINTS

  • TTB ประกาศผลกำไรสุทธิครึ่งปีแรก 10,683 ล้านบาท เติบโตขึ้น 5.8% โดยมีแรงหนุนสำคัญจากรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย
  • สามารถบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรักษาสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ในระดับทรงตัวที่ 2.93%
  • ธนาคารแสดงความมั่นใจในการจ่ายเงินปันผลระดับสูงอย่างต่อเนื่อง จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและโครงการซื้อหุ้นคืนที่ทำได้เร็วกว่าแผน

บริษัท ทีเอ็มบีธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 และครึ่งแรกปีต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทซไทย (ตลท.) ว่า กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นธนาคารอยู่ที่ 5,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ 6.6% จากไตรมาสก่อนหน้า

โชว์ผลงานครึ่งแรกปีท็อปฟอร์ม

ส่งผลให้กำไรสุทธิในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 10,683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังเผชิญแรงกดดันจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยกำไรที่เติบโตได้รับแรงหนุนจากรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่ขยายตัว รวมถึงการควบคุมต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 2 อยู่ที่ 17,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.9% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ 3.7% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 12,265 ล้านบาท ลดลง 3.7% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.9% จากไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 5,079 ล้านบาท เติบโต 39.5% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ 10.8% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียม กำไรจากเงินลงทุน เงินปันผล และรายได้เงินสนับสนุนจากกองทุน FIDF ภายใต้โครงการ “คุณสู้ เราช่วย”

สำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 34,076 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิจะลดลง 6.0% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เหลือ 24,415 ล้านบาท แต่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 38.5% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เป็น 9,660 ล้านบาท โดยรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 30.6% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน เป็น 6,009 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของค่าธรรมเนียมแบงก์แอสชัวรันส์ กองทุนรวม บัตรเครดิต และธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง

รักษา NIM คุม NPL

ด้านความสามารถในการทำกำไร ธนาคารรักษา NIM ไว้ที่ 3.03% ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.02% ในไตรมาสก่อน จากการบริหารต้นทุนเงินฝากและการปรับโครงสร้างสินเชื่อไปยังกลุ่มรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง แม้ผลตอบแทนสินทรัพย์ยังถูกกดดันจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยธนาคารระบุว่าสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ทรงตัวที่ 2.93% ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 9.5% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และอัตราส่วนเงินสำรองต่อ NPL (LLR Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 157% สะท้อนการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงเดินหน้ากลยุทธ์บริหารเงินทุนอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนครบวงเงินเดิม 21,000 ล้านบาท เร็วกว่ากำหนด 1 ปี รวมซื้อหุ้นคืนแล้ว 10.04 พันล้านหุ้น หรือ 10.29% ของหุ้นที่ออกและชำระแล้ว พร้อมได้รับอนุมัติขยายวงเงินโครงการเป็น 35,000 ล้านบาท ซึ่งยังเหลือวงเงินอีก 14,000 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2/2569

ผลงานโตตามแผน

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมผลดำเนินงานครึ่งแรกของ ปี 2569 ถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาระดับผลกำไรและคุณภาพสินทรัพย์ การบริหารแผน Capital Management เพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น และการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ 

ในด้านการรักษาระดับผลการดำเนินงาน ธนาคารยังคงเน้นย้ำการเติบโตสินเชื่อกลุ่มรายย่อยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินเพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาลง ขณะเดียวกันก็นำศักยภาพด้านดิจิทัลมาใช้เพื่อสนับสนุนการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการ (Personalized Offer)

และลดต้นทุนการให้บริการ (Cost to Serve) ช่วยหนุนรายได้ค่าธรรมเนียมและการบริหารต้นทุน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ รอบ 6 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 18,382 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 18,566 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ โดยหนี้เสียทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 39,000 ล้านบาท ต่อเนื่องตลอด 7 ไตรมาส ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองฯ รอบ 6 เดือน ปี 2569 ลดลง 9% จากปีก่อนหน้า หรือคิดเป็น Credit Cost ที่ 136 bps ทั้งนี้ ระดับ Credit Cost ดังกล่าวยังถือว่าสูงกว่าภาวะปกติ สะท้อนแนวทางการตั้งสำรองฯ อย่างรอบคอบท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ หนุนให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 157% จาก 152% ณ สิ้นปีที่แล้ว 

ซื้อหุ้นคืนทะลุแผน

สำหรับแผน Capital Management ก็มีความคืบหน้าสำคัญของโครงการซื้อหุ้นคืน ในประการแรก ธนาคารได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นให้เพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และขยายระยะเวลาเป็น 4 ปี (ปี 2568-2571) ในประการถัดมา ในเดือนมิถุนายน 2569 ธนาคารสามารถบรรลุการซื้อหุ้นคืนสะสมเป็นมูลค่า 21,000 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 10,038 ล้านหุ้น หรือ 10.29% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

ซึ่งถือว่าทำได้เร็วกว่าแผนเดิมถึง 1 ปี เทียบเท่ากับว่าผู้ถือหุ้นปัจจุบันได้รับประโยชน์จากโครงการซื้อหุ้นคืนเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน เนื่องจากหุ้นซื้อคืนไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผล จึงเป็นผลดีในแง่ของการจัดสรรกำไรต่อหุ้น (EPS) และเงินปันผลต่อหุ้น (DPS) ในอนาคต ทั้งนี้ ด้วยแนวโน้มผลการดำเนินงานและฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ธนาคารยังคงมั่นใจในการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง 

ยื่นมือช่วยลูกหนี้

ในด้านการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนลูกค้า ทีทีบีถือเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำกลไก Risk-based Pricing มาใช้คิดดอกเบี้ย เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น โดยปัจจุบันอนุมัติสินเชื่อไปแล้วราว 4,100 ล้านบาท ช่วยลูกค้าแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยได้กว่า 650 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “รวบหนี้” ซึ่งมีลูกค้าเข้าร่วมกว่า 80,000 ราย และช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยได้ราว 3,200 ล้านบาท โครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล” มีลูกค้าเข้าร่วมกว่า 11,400 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อรวมประมาณ 5,300 ล้านบาท และโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่งได้ช่วยเหลือลูกค้าไปกว่า 77,500 ราย ปัจจุบันมียอดสินเชื่อราว 37,000 ล้านบาท 

สำหรับช่วงที่เหลือของปี ธนาคารจะยังคงเน้นย้ำการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้นต่อไป พร้อมเดินหน้าผลักดันโครงการช่วยเหลือลูกค้า รวมไปถึงการสนับสนุนให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐ ตอกย้ำความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน 

ชูสินเชื่อบ้าน-รถแลกเงิน ปั้มยอด

สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 1,184 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาส 1 ปี 2569 จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังคงชะลอลง 1.8% จากไตรมาส 4 ปี 2568 (YTD) อย่างไรก็ดี สินเชื่อกลุ่มเป้าหมายภายใต้ Ecosystem ของธนาคารยังคงเติบโตได้ดีจากสิ้นปีที่แล้ว นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อรถแลกเงิน แบบไม่โอนเล่ม (เล่มแลกเงิน) สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น  

ด้านเงินฝาก อยู่ที่ 1,274 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.5% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 0.4% YTD หนุนโดยการเพิ่มขึ้นของเงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed ซึ่งเป็นเงินฝากเพื่อการออม และกลุ่มเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ขณะที่เงินฝากประจำลดลงตามการครบกำหนด เป็นไปตามกลยุทธ์การบริหารต้นทุนเงินฝาก 

ด้านรายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 2 อยู่ที่ 17,343 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% จากไตรมาสก่อนหน้า หนุนโดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการขยายตัวของสินเชื่อและการควบคุมต้นทุนทางการเงิน ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน

ซึ่งหนุนโดยรายได้ค่าธรรมเนียมกองทุนรวม แบงก์แอสชัวรันส์ และบัตรเครดิต รวมถึงรายได้เงินปันผล ในภาพรวมรายได้จากการดำเนินงานรอบ 6 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 34,076 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 8,051 ล้านบาท ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 5.3% จากไตรมาสก่อนหน้า จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาด รวมถึงค่าใช้จ่าย One-time เกี่ยวกับการ Write-off ระบบไอที และการบันทึกการด้อยค่าแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ยุติการใช้งาน รวม 6 เดือน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 15,693 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ด้านอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้รอบ 6 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 46% ยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย สะท้อนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย 

ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ในไตรมาส 2 อยู่ที่ 4,040 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ Management Overlay ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เนื่องจากมองว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่ รวม 6 เดือนแรกของปี ตั้งสำรองฯ ทั้งสิ้น 8,035 ล้านบาท ลดลง 9.5% จากเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน หลังจากหักสำรองฯ และรวมผลทางภาษี ธนาคารมีกำไรสุทธิที่ 5,513 ล้านบาท และ 10,683 ล้านบาท ในไตรมาส 2 และรอบ 6 เดือน ปี 2569 ตามลำดับ 

ภายหลังการซื้อหุ้นคืน ธนาคารยังคงมีฐานะเงินกองทุนในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 ยู่ที่ 19.0% และ 17.0% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1