
ซีอีโอ "ROH" ยันไม่ล้มดีลซื้อคืนเชอราตัน คาดจบใน 30 วัน ลั่นเงินทุนพร้อม
"วิทวัส วิภากุล" แจงข้อเท็จจริงกรณีซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ยืนยันเงินทุนพร้อมจาก OCP Asia กว่า 5.7 พันล้านบาท ระบุอุปสรรคอยู่ที่รูปแบบการโอนเงิน พร้อมเดินหน้าเจรจาให้ธุรกรรมแล้วเสร็จภายใน 30 วัน
KEY
POINTS
- ROH ยืนยันไม่ยกเลิกดีลซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน และยืนยันว่ามีเงินทุนพร้อมแล้วจากการสนับสนุนของกองทุน OCP Asia
- สาเหตุของความล่าช้าเกิดจากปัญหาขั้นตอนการชำระเงินที่ไม่ตรงกัน โดยสถาบันการเงินของ ROH ไม่สามารถโอนเงินไปก่อนโดยยังไม่ได้รับมอบโฉนดที่ดิน
- ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาเพื่อหาข้อยุติในประเด็นดังกล่าว และคาดว่าจะสามารถปิดดีลการซื้อขายได้ภายใน 30 วัน
ประเด็นการซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ของบริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH ยังคงเป็นที่จับตาของนักลงทุนและผู้ถือหน่วยทรัสต์ หลังการดำเนินธุรกรรมไม่สามารถแล้วเสร็จตามกำหนด จนเกิดข้อสงสัยต่อสาเหตุที่แท้จริงของความล่าช้าและทิศทางของดีลดังกล่าว
CEO ROH ยืนยันแหล่งเงินทุนมีพร้อม
นายวิทวัส วิภากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงแรมรอยัล ออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ROH เปิดเผยถึงความคืบหน้าและข้อเท็จจริงกรณีการซื้อคืนโรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ กับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า บริษัทฯ ยังคงมีนโยบายที่ชัดเจนในการตัดสินใจซื้อทรัพย์สินดังกล่าวคืน และไม่ได้มีความคิดที่จะทิ้งทรัพย์สินเนื่องจากปัญหาขาดแคลนเงินทุนอย่างที่หลายคนเป็นกังวลกันแต่อย่างใด
ในปัจจุบัน ROH มีความพร้อมด้านเงินทุนอย่างเต็มที่จากการสนับสนุนของกองทุน OCP Asia ซึ่งเป็นจัดการลงทุนในสิงคโปร์ที่เน้นการปล่อยสินเชื่อภาคเอกชน (Private Credit) จากประเทศสิงคโปร์ที่ได้อนุมัติวงเงินและการทำข้อตกลงร่วมกันเรียบร้อยแล้ว
วงเงินดังกล่าวมีมูลค่ารวม 187 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 5,600 - 5,700 ล้านบาท ซึ่งได้จัดเตรียมไว้สำหรับการซื้อคืนทรัพย์สิน รวมถึงแบ่งส่วนหนึ่งประมาณ 500 ล้านบาท ไว้เพื่อการปรับปรุงโรงแรมและใช้หมุนเวียนในส่วนอื่นๆ
ปมปัญหาความล่าช้าการซื้อคืน "รอยัล ออคิด เชอราตัน"
สำหรับสาเหตุของความล่าช้าที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถทำธุรกรรมให้เสร็จสิ้นได้ตามกำหนดเดิมนั้น นายวิทวัสระบุว่า เกิดจากปัญหาในขั้นตอนของรูปแบบการชำระเงิน (Structure) ระหว่างบริษัทฯ กับทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC
ทาง MFC ได้ส่งหนังสือแจ้งความประสงค์ให้ทาง ROH ดำเนินการชำระเงินผ่านระบบบาทเนต (Bahtnet) ไปให้ก่อน จากนั้นทางกองทุนจึงจะนำเงินดังกล่าวไปดำเนินการเบิกโฉนดและทำขั้นตอนอื่นๆ เพื่อนำมาส่งมอบให้ภายหลัง
กระบวนการดังกล่าวทำให้สถาบันการเงินผู้ให้การสนับสนุนเงินทุนฝ่าย ROH ไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากมีความเสี่ยงในการโอนเงินออกไปก่อนโดยที่ยังไม่ได้รับมอบทรัพย์สินในทันที
ในด้านเงื่อนไขทางสัญญา นายวิทวัสชี้แจงว่า สัญญาเดิมที่ทำไว้เมื่อ 5 ปีก่อนมีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การทำธุรกรรมจะต้องเกิดขึ้นในลักษณะที่เรียกว่า Same Time หรือ การดำเนินการแลกเปลี่ยนเงินกับโฉนดในเวลาเดียวกัน
ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างความสบายใจให้กับทุกฝ่ายและเป็นขั้นตอนการซื้อขายตามปกติที่มักดำเนินการ ณ กรมที่ดิน
ROH ได้พยายามชี้แจงและเจรจากับทาง MFC เพื่อให้เกิดความเข้าใจในข้อจำกัดของสถาบันการเงินที่ไม่สามารถโอนเงินล่วงหน้าก่อนได้รับโฉนดได้
เดินหน้าเจรจาหาทางออกร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม ตามทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด ได้ชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ ล่าสุด ในใจความหนึ่งได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาเพื่อหาข้อยุติในความขัดแย้งด้านขั้นตอนการชำระเงินนี้ให้จบสิ้นภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่ลงในหนังสือแจ้งถึง ROH แสดงให้เห็นว่ายังมีเวลาให้เจรจากันได้อยู่ และการดำเนินการต่างๆ จะทำได้ทัน
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการแสดงความจริงใจในการดำเนินธุรกิจ นายวิทวัสระบุว่า หากการเลื่อนโอนกรรมสิทธิ์ต้องล่าช้าออกไปจากกำหนดเดิมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ทาง ROH ยินดีที่จะจ่ายดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทนส่วนเพิ่มให้กับทางกองทุนตามความเหมาะสมจากการเสียประโยชน์ในระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น
"เชื่อว่าทุกฝ่ายต้องการให้ดีลนี้จบลงด้วยดีเนื่องจากทางกองทุนเองก็มีผู้ถือหุ้นหน่วยลงทุนจำนวนมากที่ต้องการรับเงินคืน ในขณะที่ ROH ก็ต้องการนำทรัพย์สินกลับมาบริหารจัดการต่อในฐานะผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจนี้"นายวิทวัส กล่าว
ในส่วนของความสัมพันธ์และการเจรจา นายวิทวัสยืนยันว่า มีความคุ้นเคยและรู้จักกับทางผู้บริหารของ MFC เป็นอย่างดี และมีความพร้อมที่จะพูดคุยแบบ Face to face เพื่อหาข้อสรุปให้เร็วที่สุด
โดยย้ำว่าการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันเป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าการดำเนินการฟ้องร้องหรือใช้กระบวนการทางศาล ซึ่งจะทำให้เสียเวลาและสร้างความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยของทั้งสองฝ่าย ปัจจุบันจึงอยู่ในขั้นตอนของการบริหารจัดการและจัดเตรียมการโอนเงินเข้าประเทศเพื่อนำมาจ่ายตามข้อตกลง ซึ่งต้องการเพียงการจัดการเวลาและรูปแบบการชำระเงินให้ตรงกันเท่านั้น







