
เจาะลึก JAS เดิมพันคอนเทนต์กีฬาโลก 2.1 หมื่นล้าน ภาระหนักฉุดงบเปราะบาง
JAS เดินหน้าสะสมลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลก หลังคว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ต่อจากพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ดันมูลค่าลงทุนทะลุ 2.1 หมื่นล้านบาท ตลาดจับตาเปลี่ยนฐานสมาชิกให้กลายเป็นกำไร
KEY
POINTS
- JAS ทุ่มเงินลงทุนรวมกว่า 2.1 หมื่นล้านบาท เพื่อคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดคอนเทนต์กีฬาระดับโลก ทั้งฟุตบอลพรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ และฟุตบอลโลก 2026/2030
- การลงทุนครั้งใหญ่นี้สร้างภาระต้นทุนมหาศาล ส่งผลให้แม้รายได้จะเติบโต แต่บริษัทยังคงมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิในไตรมาสล่าสุดถึง 726 ล้านบาท
- แม้สภาพคล่องทางการเงินยังเพียงพอชำระค่าลิขสิทธิ์ในระยะสั้น แต่ความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงลิ่วในระยะยาวยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ
JAS เดินหน้ารุกธุรกิจคอนเทนต์กีฬาเต็มสูบ หลังทุ่มกว่า 2,300 ล้านบาทคว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026-2030 ต่อเนื่องจากดีลพรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ มูลค่ากว่า 19,000 ล้านบาท ดันพอร์ตลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลกทะลุ 21,000 ล้านบาท แม้รายได้จากธุรกิจสื่อกีฬาและ Monomax เติบโตโดดเด่น แต่บริษัทยังเผชิญโจทย์สำคัญในการแปลงฐานสมาชิกกว่า 1.6 ล้านรายให้กลายเป็นกำไร ท่ามกลางภาระต้นทุนลิขสิทธิ์มหาศาลและความท้าทายด้านกระแสเงินสดที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด
บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เดินหน้าขยายอาณาจักรธุรกิจสื่อและคอนเทนต์กีฬาอย่างต่อเนื่อง หลังประกาศเข้าทำข้อตกลงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ์การถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล FIFA World Cup 2026 ในประเทศไทย ต่อยอดจากดีลใหญ่ที่บริษัทคว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และเอฟเอ คัพ ระยะเวลา 6 ฤดูกาล เมื่อช่วงปลายปี 2567
การได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026/2030 ซึ่งถือเป็นมหกรรมกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดรายการหนึ่งของโลก ทำให้ JAS กลายเป็นผู้ถือครองคอนเทนต์กีฬาระดับโลกหลายรายการพร้อมกัน และสะท้อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่การเป็นผู้ให้บริการคอนเทนต์กีฬาแบบครบวงจร
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การขยายพอร์ตลิขสิทธิ์กีฬาด้วยเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก ทำให้ตลาดทุนเริ่มจับตาความสามารถในการสร้างรายได้ การบริหารต้นทุน และการจัดหาเงินทุนรองรับภาระผูกพันในอนาคต
เพิ่มฟุตบอลโลก 2026 ต่อจากพรีเมียร์ลีก
ก่อนหน้านี้ JAS สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับวงการกีฬาและตลาดทุนไทย หลังประกาศคว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และเอฟเอ คัพ ครอบคลุมประเทศไทย ลาว และกัมพูชา เป็นเวลา 6 ฤดูกาล ด้วยมูลค่ากว่า 19,000 ล้านบาท
ล่าสุด JAS ประกาศเข้าซื้อสิทธิ์ FIFA Multi-Tournament Broadcast Rights ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2569-2573 เพื่อถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 และสิทธิ์ที่เกี่ยวข้องของ FIFA ในประเทศไทย มูลค่าสิทธิ์รวมอยู่ที่ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,304.68 ล้านบาท โดยแบ่งการชำระเป็น 3 งวด ประกอบด้วย
- 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชำระภายใน 10 วันหลังเริ่มการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026
- 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชำระภายใน 30 วันหลังสิ้นสุดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026
- 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชำระก่อนเริ่มการแข่งขันฟุตบอลโลก 2030
เมื่อรวมกับภาระค่าลิขสิทธิ์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ มูลค่ากว่า 19,000 ล้านบาท ทำให้ JAS มีภาระการลงทุนในคอนเทนต์กีฬาระดับโลกมากกว่า 21,000 ล้านบาทในช่วงหลายปีข้างหน้า
รายได้เริ่มเติบโตจากคอนเทนต์กีฬา
ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจคอนเทนต์กีฬาเริ่มมีบทบาทสำคัญต่อรายได้ของบริษัท โดยJAS มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 1,527 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากรายได้จากการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีก การขยายฐานสมาชิกของแพลตฟอร์ม Monomax
รวมถึงการเริ่มรับรู้รายได้จากการบริหารสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกในประเทศเวียดนาม การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่า คอนเทนต์กีฬาระดับโลกเริ่มสามารถดึงดูดผู้ใช้งานและสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มต้นธุรกิจสื่อกีฬาอย่างจริงจัง
รวมถึงการเริ่มรับรู้รายได้จากการบริหารสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกในประเทศเวียดนาม การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่าคอนเทนต์กีฬาระดับโลกเริ่มสามารถดึงดูดผู้ใช้งานและสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มต้นธุรกิจสื่อกีฬาอย่างจริงจัง
รายได้โต แต่ยังไม่พลิกทำกำไร
แม้รายได้จะขยายตัวอย่างโดดเด่น แต่บริษัทยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนค่าลิขสิทธิ์และค่าใช้จ่ายในการขยายธุรกิจ แต่ในไตรมาส 1/2569 JAS มีผลขาดทุนสุทธิ 726 ล้านบาท แม้จะปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน แต่ยังสะท้อนว่ารายได้ที่เกิดขึ้นยังไม่เพียงพอรองรับต้นทุนการดำเนินงานทั้งหมด
ฝ่ายบริหารระบุว่า บริษัทอยู่ในช่วงลงทุนเพื่อสร้างฐานผู้ใช้งาน เพิ่มจำนวนสมาชิก และต่อยอดรายได้จากพอร์ตคอนเทนต์กีฬา ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งหวังผลตอบแทนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญคือระยะเวลาที่บริษัทจะสามารถเปลี่ยนฐานสมาชิกและผู้ชมให้กลายเป็นรายได้ที่เพียงพอต่อการชดเชยต้นทุนลิขสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เป้าหมาย 2 ล้านสมาชิก ตัวแปรสำคัญสำคัญ
หนึ่งในตัวเลขที่ตลาดให้ความสนใจ คือ เป้าหมายการขยายฐานสมาชิก Monomax Sports Premium โดย JAS เปิดแพ็กเกจ Monomax Sports Premium ในราคา 5,999 บาท และตั้งเป้าเพิ่มฐานสมาชิกเป็น 2 ล้านรายภายในสิ้นปี 2569 จากปัจจุบันที่มีราว 1.6 ล้านราย
หากคำนวณตามราคาแพ็กเกจเต็มต่อลูกค้าใหม่ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 4 แสนรายนั้น จะคิดเป็นมูลค่ารายได้รวมประมาณ 2,399,60 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพในการสร้างรายได้จากฐานสมาชิก หากบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามแผน
อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เกิดขึ้นจริงยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งจำนวนสมาชิกที่ชำระเงินจริง ระยะเวลาการเป็นสมาชิก แคมเปญส่งเสริมการขาย ส่วนลดทางการตลาด ตลอดจนรายได้จากช่องทางอื่น เช่น โฆษณา ผู้สนับสนุน และการบริหารสิทธิ์ในต่างประเทศ
กระแสเงินสดยังเป็นตัวแปรที่ต้องติดตาม
แม้ JAS จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ประเด็นด้านสภาพคล่องยังเป็นเรื่องที่นักลงทุนติดตามอย่างใกล้ชิด โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 2,164.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 731.51 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 195.84%
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาระการลงทุนด้านลิขสิทธิ์กีฬาในอนาคต ทั้งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เอฟเอ คัพ และฟุตบอลโลก 2026/2030 ซึ่งรวมกันมีมูลค่ามากกว่า 21,000 ล้านบาท ทำให้ความสามารถในการบริหารกระแสเงินสดและการจัดหาแหล่งเงินทุนยังคงเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่บริษัทยังมีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงาน และยังอยู่ในช่วงลงทุนเพื่อขยายฐานธุรกิจ
ย้อนดูฐานะการเงิน 4 ปีล่าสุด
ผลประกอบการย้อนหลังของ JAS สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจอย่างชัดเจน
- ปี 2565 บริษัทมีรายได้รวม 20,286.65 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 2,028.59 ล้านบาท และมีเงินสด 5,089.95 ล้านบาท
- ปี 2566 รายได้รวมเพิ่มเป็น 28,769.41 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 19,837.38 ล้านบาท และมีเงินสด 12,652.01 ล้านบาท
- ปี 2567 รายได้รวมลดลงเหลือ 3,369.35 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 493.79 ล้านบาท และเงินสดลดลงเหลือ 1,102.25 ล้านบาท
- ปี 2568 รายได้รวมเพิ่มเป็น 6,772.76 ล้านบาท แต่กลับมาขาดทุนสุทธิ 502.44 ล้านบาท ขณะที่เงินสดอยู่ที่ 2,528.36 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าผลประกอบการของบริษัทในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอยู่ในภาวะผันผวน ขณะที่การลงทุนในธุรกิจคอนเทนต์กีฬาได้กลายเป็นกลยุทธ์หลักในการสร้างการเติบโตระยะต่อไป
สภาพคล่องไม่น่าห่วง แต่ขาดทุนยาวแน่
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดมุมมองต่อ JAS ว่า จากการขยายตัวเข้าสู่ธุรกิจคอนเทนต์กีฬาอย่างเต็มตัวของ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ผ่านการคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษด้วยมูลค่ากว่า 19,000 ล้านบาท และล่าสุดกับลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก (FIFA) อีกประมาณ 2,300 ล้านบาท นำมาสู่คำถามสำคัญในแง่ของความแข็งแกร่งทางการเงินและความสามารถในการชำระค่าลิขสิทธิ์ดังกล่าว
โดยในแง่ของสถานะกระแสเงินสดและสภาพคล่องปัจจุบัน เมื่อพิจารณาจากงบการเงินและแหล่งที่มาของเงินทุน พบว่า JAS มีกระแสเงินสดในมือปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,100 กว่าล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินสดที่ได้รับมาจากการขายธุรกิจ 3BB ในช่วงก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ บริษัทยังมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในแต่ละไตรมาสที่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญในการชำระค่าลิขสิทธิ์ตามงวดงานที่กำหนด
ในด้านโครงสร้างหนี้สินและการจัดหาเงินทุนเพิ่มเติม ในส่วนของโครงสร้างเงินทุน JAS มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (DE Ratio) อยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 1 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบริษัทยังมีขีดความสามารถในการระดมทุนเพิ่มเติมผ่านการออกหุ้นกู้หรือการกู้ยืมจากสถาบันการเงินหากมีความจำเป็น เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนในการชำระค่าลิขสิทธิ์มหาศาลนี้
จุดเปราะบางที่ต้องจับตา
ในด้านการสร้างรายได้ บริษัทยังคงมีการรับรู้รายได้จากฐานสมาชิกเดิมและคาดหวังการข้ามฝั่งของสมาชิกที่จะมาต่ออายุแพ็กเกจในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลกในเดือน ส.ค. นี้ อย่างไรก็ดี ทาง JAS มีการตั้งเป้าหมายจำนวนผู้สมัครสมาชิกไว้ที่ 2 ล้านรายภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งหากทำได้ตามเป้าหมายจะสร้างรายได้กลับเข้ามาได้
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมด้านกระแสเงินสดจะดูเพียงพอต่อการชำระหนี้ แต่ผลประกอบการในเชิงกำไรสุทธิยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตาม เนื่องจากในไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา บริษัทมีผลขาดทุนอยู่ราว 730 ล้านบาท และมีแนวโน้มว่าการลงทุนในคอนเทนต์กีฬาขนาดใหญ่อาจส่งผลให้เกิดสภาวะขาดทุนอย่างต่อเนื่องในระยะสั้นถึงกลาง
"บทเรียนจากอดีตและความท้าทายใหม่ ประวัติศาสตร์การลงทุนใน "King of Sport Content" ของประเทศไทยที่ผ่านมา มักประสบปัญหาด้านความคุ้มทุนและมีโอกาสขาดทุนสูง"
แต่ความแตกต่างในครั้งนี้คือข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์บางประการ เช่น กฎ Must Have ที่เคยเป็นอุปสรรคในอดีตได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ JAS มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการรายได้มากขึ้น
ดังนั้นจึงมองว่า กระแสเงินสดและช่องทางการระดมทุนที่เพียงพอสำหรับการชำระค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลมูลค่ารวมกว่า 2 หมื่นล้านบาทได้โดยไม่ติดขัดในแง่ของสภาพคล่อง แต่ความเสี่ยงด้านผลการดำเนินงานที่อาจยังคงติดลบจากการแบกรับต้นทุนมหาศาล และความสามารถในการเปลี่ยนฐานผู้ชมให้กลายเป็นกำไรสุทธิในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการถือครองคอนเทนต์กีฬาระดับโลกทั้งพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เอฟเอ คัพ และฟุตบอลโลก 2026 การเติบโตของรายได้ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และความสามารถในการบริหารต้นทุน จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อความสำเร็จของยุทธศาสตร์ธุรกิจสื่อกีฬาในระยะยาวของ JAS ได้หรือไม่







