
เปิดเบื้องหลัง FIFA ยอมลดราคา JAS คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ปิดดีลวันสุดท้าย
JAS เผยเบื้องหลังการเจรจาลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 และ 2030 มูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบุ FIFA ยอมปรับราคาช่วงท้าย พร้อมความร่วมมือแบบ “ทีมไทยแลนด์” เพื่อให้คนไทยได้ชมฟุตบอลโลกอย่างถูกลิขสิทธิ์
KEY
POINTS
- JAS ปิดดีลประวัติศาสตร์คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จ หลังเจรจาต่อรองกับ FIFA จนได้ราคาที่ต่ำกว่าข้อเสนอเริ่มต้น
- ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ FIFA ยอมลดราคาในโค้งสุดท้าย เป็นเพราะไม่ต้องการให้ประเทศไทยเผชิญภาวะ "จอดำ" หรือไม่สามารถรับชมการแข่งขันได้อย่างถูกลิขสิทธิ์
- เบื้องหลังความสำเร็จเกิดจากการผนึกกำลังของ "ทีมไทยแลนด์" ซึ่งประกอบด้วย JAS, ภาครัฐ และสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ที่ร่วมมือกันเจรจาโดยไม่เสนอราคาแข่งขันกันเอง
บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS สร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้วงการสื่อและแฟนบอลไทย หลังคว้า ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2026 ได้สำเร็จในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้น
ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเบื้องหลังดีลประวัติศาสตร์มูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.27 พันล้านบาท ที่ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับการต่อรองราคา แต่ยังมีความร่วมมือจากหลายฝ่ายเพื่อให้คนไทยได้ชมฟุตบอลโลกอย่างถูกลิขสิทธิ์ ไม่เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่หน้าจอดำ ไม่ได้รับชมบอลโลก
ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเผยว่า การพูดคุยกับ FIFA เริ่มต้นมานานกว่า 1 ปี ราคาที่ FIFA เสนอให้เรามาปีหนึ่งแล้ว อยู่ที่ 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 1.3 พันล้านบาท สำหรับฟุตบอลโลกครั้งเดียว
ผู้บริหาร JAS กล่าวว่าช่วงแรกมีการเสนอราคากันหลายรอบ ก่อนจะหาจุดสมดุลร่วมกันได้ในที่สุด ยอมรับว่า ช่วงที่ยากที่สุดของการเจรจาคือช่วงปิดดีล เนื่องจากเป็นการต่อรองด้านราคาโดยตรง ขณะที่ราคาสุดท้ายที่ตกลงกันได้ต่ำกว่าข้อเสนอเริ่มต้นของ FIFA หลังมีการเจรจาปรับเงื่อนไขกันอย่างต่อเนื่อง
‘ทีมไทยแลนด์” ผนึกกำลังเดินเกมเจรจา
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาเดินหน้าได้ คือความร่วมมือระหว่าง JAS ภาครัฐ และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งเรามีการคุยกันว่าจะไม่มีการเสนอราคาแข่งกัน อีกทั้งยังมีการแบ่งบทบาทการทำงานอย่างชัดเจน โดย JAS เป็นผู้เจรจากับผู้บริหารฝ่ายสิทธิประโยชน์เชิงพาณิชย์ของ FIFA ขณะที่ภาครัฐและสมาคมฟุตบอลใช้ช่องทางการประสานงานในระดับผู้บริหารขององค์กร
ดร.โสรัชย์ระบุว่า ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกอย่างถูกลิขสิทธิ์ และไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการเจรจา
ในส่วนของบทบาท “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้ช่วยประสานงานและพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงของ FIFA เป็นระยะ ขณะที่ทีม JAS ทำหน้าที่เจรจากับฝ่าย Commercial Rights ของ FIFA โดยตรง
FIFA ยอมลดราคา หวั่นไทยเผชิญภาวะจอดำ
ผู้บริหาร JAS เปิดเผยว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเจรจาบรรลุข้อตกลงในช่วงโค้งสุดท้าย เป็นเพราะ FIFA ไม่ต้องการให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานการณ์ “จอดำ” หรือไม่สามารถรับชมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้อย่างถูกลิขสิทธิ์
การยอมปรับเงื่อนไขบางส่วนในช่วงท้ายของ FIFA ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหาจุดร่วมกันได้ และนำไปสู่การปิดดีลลิขสิทธิ์ครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดสื่อไทย
มองไกลกว่ากำไรระยะสั้น สู่ยุทธศาสตร์ OTT
แม้ JAS จะยอมรับว่า หากมองเฉพาะฟุตบอลโลก 2026 ในเชิงผลตอบแทนทางการเงินระยะสั้น อาจไม่ใช่โครงการที่สร้างกำไรโดยตรง แต่บริษัทมองการลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแพลตฟอร์ม Monomax
หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทได้ลงทุนในลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลกหลายรายการ ทั้งพรีเมียร์ลีก ยูโร วอลเลย์บอลโลก และรายการสำคัญอื่น ๆ JAS ต้องการใช้คอนเทนต์กีฬาระดับโลกเป็นเครื่องมือสร้างฐานสมาชิกและขยายธุรกิจ OTT ในระยะยาว
คาดหวังว่าการลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกครั้งนี้จะสามารถสร้างรายได้และผลกำไรตอบแทนการลงทุน ในปี 2030 ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลก 2030 จะเป็นวาระครบรอบ 100 ปีของศึกฟุตบอลโลก (นับตั้งแต่จัดการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 1930 ที่ประเทศอุรุกวัย) โดยมีความพิเศษคือเป็นครั้งแรกที่จัดการแข่งขันข้ามทวีป ร่วมเป็นเจ้าภาพหลักโดย 3 ชาติจากทวีปยุโรปและแอฟริกา รวมถึงแมตช์เฉลิมฉลองในทวีปอเมริกาใต้
สำหรับ JAS ฟุตบอลโลกจึงไม่ใช่เพียงคอนเทนต์กีฬาเรือธง แต่เป็นหมากสำคัญในการผลักดัน Monomax ให้เติบโตในประเทศไทย และต่อยอดสู่ตลาดระดับภูมิภาคในอนาคต







