thansettakij
thansettakij
ตลาดกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย กดทองคำพักฐาน พร้อมเปิดแนวรับ 67,700 บาท ลุ้นรีบาวด์

ตลาดกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย กดทองคำพักฐาน พร้อมเปิดแนวรับ 67,700 บาท ลุ้นรีบาวด์

05 มิ.ย. 69 | 06:28 น.
อัปเดตล่าสุด :05 มิ.ย. 69 | 07:30 น.

โบรกมองทองคำยังมีปัจจัยหนุนระยะยาว แม้ระยะสั้นถูกกดดันจากบอนด์ยีลด์และความกังวลเฟดอาจกลับมาขึ้นดอกเบี้ย แนะนักลงทุนทยอยสะสมช่วงย่อตัวบริเวณ 67,700-68,600 บาท ลุ้นรีบาวด์แตะ 70,500 บาท

KEY

POINTS

  • ตลาดเปลี่ยนมุมมองจากคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย เป็นกังวลว่าอาจต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งหากเงินเฟ้อยังสูง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
  • แม้มีแรงกดดันระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์มองว่าการปรับฐานเป็นโอกาสในการสะสม เนื่องจากปัจจัยระยะยาวยังดีจากปัญหาหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่จำกัดทางเลือกนโยบายการเงินของเฟด
  • กลยุทธ์การลงทุนแนะรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว โดยให้แนวรับสำคัญที่ 67,700 บาท เพื่อลุ้นการดีดตัวกลับ (รีบาวด์) ไปยังแนวต้าน 70,500 บาท

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ราคาทองคำช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญแรงกดดัน จากการเปลี่ยนแปลงมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)

ทั้งนี้ ปัจจัยพื้นฐานของทองคำในระยะยาวยังคงแข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากเฟดกำลังเผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อ การรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการรับมือกับภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวถูกขีดเส้นในกรอบที่จำกัดทางเลือกด้านนโยบายการเงินของเฟดในอนาคต และสนับสนุนต่อบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

“ตลาดการเงินปรับเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่คาดว่าเฟดจะปรับลดดอกเบี้ยหลายครั้งภายในปีนี้ แต่ล่าสุดตลาดประเมินว่าเฟดอาจจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งปัจจุบันตลาดประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีอยู่ในระดับใกล้เคียงที่อัตรา 50:50 สะท้อนความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจ และเงินเฟ้อสหรัฐฯ ด้วยภาวะดังกล่าวส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น”

โดยมองว่าความท้าทายที่แท้จริงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นเงินเฟ้ออย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัญหาหนี้สาธารณะที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยระดับหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองโดยภาคเอกชนได้ปรับขึ้นทะลุ 100% ของ GDP

ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยของภาครัฐยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้เข้าใกล้จุดที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสุทธิต่อ GDP อาจสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และทำให้ผู้กำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นลดลง โดยไม่ว่าจะเลือกใช้นโยบายขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ หรือปรับลดดอกเบี้ย เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจต่างก็มีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน

ขณะเดียวกันภายใต้สภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง ทำให้ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะยาวโดยเริ่มเห็นสัญญาณความกังวลจากตลาดพันธบัตรต่อสถานะการคลังของกลุ่มประเทศตะวันตกมากขึ้น ประกอบกับนักลงทุนสถาบันจำนวนมากยังคงมีสัดส่วนการถือครองทองคำที่ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม

ทำให้มองว่าการปรับฐานของราคาทองคำในปัจจุบันเป็นเพียงโอกาสในการสะสม โดยปัจจัยหนุนรอบถัดไปอาจมาจากความอ่อนแอของตลาดหุ้นโลก ที่มีแรงขับเคลื่อนมาจากความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ และแนวโน้มการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก  

กลยุทธ์การลงทุน

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนนั้น แนะนำรอซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว บริเวณ 4,430 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 68,600 บาท และ 67,700 บาท ตามลำดับ เพื่อสะสมสำหรับการลงทุนระยะกลางถึงยาว

และหากราคาสามารถยืนเหนือโซนแนวรับดังกล่าวได้ ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดแรงซื้อคืนกลับขึ้นไปทดสอบแนวต้านระยะสั้นบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 70,500 บาท อย่างไรก็ดี หากราคาทองคำโลกหลุดต่ำกว่าแนวรับสำคัญที่ 4,380 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการปรับฐานที่ลึกขึ้น