thansettakij
thansettakij
“อัสสเดช” ลุยเดินสายโรดโชว์ฮ่องกง ดึงต่างชาติลงทุนไทย ชู Data Center-AI-EV จุดขายใหม่

“อัสสเดช” ลุยเดินสายโรดโชว์ฮ่องกง ดึงต่างชาติลงทุนไทย ชู Data Center-AI-EV จุดขายใหม่

25 พ.ค. 69 | 08:55 น.
อัปเดตล่าสุด :25 พ.ค. 69 | 08:55 น.

ตลท.เดินหน้าโรดโชว์ฮ่องกงร่วมงาน UBS พาบจ.ไทย 9-10 แห่งพบนักลงทุนต่างชาติ หลังทริปลอนดอนได้รับสัญญาณตอบรับเชิงบวก นักลงทุนยุโรปเริ่มสนใจหุ้นไทยเพิ่ม พร้อมมีรายใหม่เข้าศึกษาโอกาสลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยที่เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง

KEY

POINTS

  • ตลาดหลักทรัพย์ฯ นำโดย "อัสสเดช คงสิริ" เตรียมจัดโรดโชว์ที่ฮ่องกง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ
  • ชูอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่เป็นจุดขายหลัก ได้แก่ Data Center, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสะท้อนศักยภาพการเติบโตของไทย
  • การเดินสายครั้งนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากโรดโชว์ที่ลอนดอน ซึ่งนักลงทุนสถาบันให้การตอบรับเชิงบวกและมีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเตรียมโรดโชว์ที่ฮ่องกงในวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 เพื่อเข้าร่วมงานคอนเฟอเรนซ์ของ UBS

พร้อมกันนี้ยังมีแผนนำบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ร่วมพบนักลงทุนต่างชาติราว 9-10 บริษัทอีกด้วย โดยการเดินทางไปฮ่องกงครั้งนี้จะมีทั้งการขึ้นเวทีนำเสนอข้อมูลภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย รวมถึงการพบปะนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง

ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างประสานงานกับกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันให้ภาครัฐร่วมเดินสายโรดโชว์ในต่างประเทศ เพื่อสะท้อนศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้ชัดเจนมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการไปโรดโชว์ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้รับสัญญาณตอบรับเชิงบวกจากนักลงทุนสถาบันยุโรปเป็นอย่างมาก และเริ่มเห็นนักลงทุนรายใหม่เข้ามาศึกษาโอกาสลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

สำหรับผลตอบรับจากการโรดโชว์ที่ลอนดอนก่อนหน้านี้ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพลักษณ์เศรษฐกิจและตลาดทุนไทย โดยคณะผู้แทนไทยได้เข้าพบนักลงทุนสถาบันรายใหญ่กว่า 20 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Long-only หรือนักลงทุนระยะยาวที่เน้นการลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานและถือครองสินทรัพย์ในระยะ 5-8 ปี

จุดที่น่าสนใจคือ นักลงทุนยุโรปเริ่มให้ความสนใจตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน และมีนักลงทุนรายใหม่ 2-3 ราย ซึ่งไม่เคยลงทุนในประเทศไทยมาก่อน เข้ามาศึกษาข้อมูลเศรษฐกิจและโอกาสการลงทุนเพิ่มเติม สะท้อนสัญญาณการขยายฐานเม็ดเงินลงทุนใหม่เข้าสู่ตลาดทุนไทย

ทั้งนี้ ประเด็นหลักที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญยังคงเป็นแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และความสามารถของภาครัฐในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยนักลงทุนหลายรายมองว่าความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน หลังสถานการณ์การเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง และรัฐบาลมีแนวโน้มเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยจะเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบความเชื่อมั่นบางกรณี แต่นักลงทุนระยะยาวส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงปัญหาเฉพาะราย ไม่ได้สะท้อนภาพรวมทั้งระบบ โดยไทยยังคงได้รับการยอมรับด้านธรรมาภิบาล (Governance) ในระดับสากล อ้างอิงข้อมูลจาก S&P 500 Yearbook ที่ระบุว่า ไทยมีบริษัทจดทะเบียนผ่านเกณฑ์ด้าน Governance สูงถึง 48 บริษัท มากที่สุดในอาเซียน และอยู่ในอันดับ 6 ของโลก

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ต่างชาติยังให้ความสนใจ นอกเหนือจากจุดแข็งเดิมอย่างกลุ่มการแพทย์ อาหาร และการท่องเที่ยวแล้ว นักลงทุนยังจับตาไทยในฐานะฐานการลงทุนใหม่ของอุตสาหกรรมอนาคต หรือ New S-Curve โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center, Semiconductor, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่คุณค่าของเทคโนโลยี AI

มองบวก "ไทยช่วยไทยพลัส"

ส่วนแนวทาง “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ภาครัฐเตรียมใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและประคองเศรษฐกิจในช่วงที่ราคาพลังงานยังมีความผันผวนนั้น นายอัสสเดชมองว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในภาคบริโภค (Multiplier Effect) แม้อาจยังไม่ส่งผลเชิงบวกต่อราคาหุ้นโดยตรงในระยะสั้น แต่จะช่วยประคองผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และลดแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่มีความเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้