
3 กูรูฟันธง AI เปลี่ยนโลก ชี้ไทยเร่งปั้น ‘Food-Tech’ ธุรกิจอนาคต
3 กูรู ชี้เป้าธุรกิจอนาคต AI เปลี่ยนโลก ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์เดือด แนะไทยเร่งปั้น Food-Tech สร้าง “ทีมชาติธุรกิจ” แข่งเวทีโลก
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญมองตรงกันว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกและสร้างสมรภูมิเศรษฐกิจใหม่ โดยมีการแข่งขันหลักระหว่างสหรัฐอเมริกา (ซอฟต์แวร์) และจีน (ฮาร์ดแวร์/หุ่นยนต์)
- โอกาสของประเทศไทยคือการนำเทคโนโลยีไปต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยเฉพาะด้านอาหาร (Food-Tech) และการแพทย์ (Health-Tech) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม
- ไทยมีความท้าทายเรื่องการขาดบุคลากรด้านเทคโนโลยีขั้นสูง จึงมีข้อเสนอแนะให้เปิดรับผู้เชี่ยวชาญจากต่างชาติ (Global Talent) เพื่อเข้ามาช่วยพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่
ภายในงานสัมมนา Liberator Investment Forum 2026 : โลกใหม่ โอกาสใหม่ ลงทุนอย่างไรให้ออกดอกออกผล จัดโดยบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด หรือ Liberator ในช่วงเสวนาหัวข้อ “Hidden Growth Business : ธุรกิจแห่งอนาคต ภายใต้ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจใหม่” ผู้บริหารจากแวดวง Venture Capital และเทคโนโลยี มองตรงกันว่า โลกการลงทุนกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดย AI, Robotics, HealthTech และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี จะกลายเป็นสมรภูมิหลักของเศรษฐกิจโลกในทศวรรษหน้า
เปิด 3 กลุ่มขุมทรัพย์เทคโนโลยี
นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง RISE กล่าวว่า การมองหา “ขุมทรัพย์” ในโลกเทคโนโลยี สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มบริษัทที่ “ใหญ่แต่ยังเล็ก” ซึ่งมีเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญแต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น เช่น Fusion Energy ที่เคยร่วมลงทุนกับกองทุนของ Bill Gates ก่อนจะเติบโตเป็นยูนิคอร์นในปัจจุบัน
กลุ่มที่สอง คือการลงทุนในบริษัท Infrastructure ที่อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมใหญ่ หรือ “เกาะหลังยักษ์” เช่น การลงทุนในบริษัทผู้ผลิตไขมันสำหรับเนื้อ Plant-based ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้รสชาติใกล้เคียงเนื้อจริง โดยเมื่ออุตสาหกรรมหลักเติบโต บริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็จะเติบโตตามไปด้วย
ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือ “เล็ก ล้ำ ลึก” หรือ Deep Tech ที่ตอบโจทย์โครงสร้างสังคมในอนาคต โดยเฉพาะสังคมสูงวัย เช่น เทคโนโลยีผ้าอนามัยอัจฉริยะที่สามารถตรวจเลือดด้วยตนเองได้ ลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข และรองรับการเข้าสู่ Super Aged Society ในปี 2030
ฟองสบู่ AI ยังไปต่อได้
นพ.ศุภชัย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาด AI เริ่มมีลักษณะของ “ฟองสบู่” หลังเม็ดเงินในตลาด Private Market กว่าครึ่งไหลเข้าสู่ AI แต่เชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าวยังเดินหน้าต่อได้ เพราะมีการใช้งานจริงรองรับ แตกต่างจากฟองสบู่ในอดีต
อย่างไรก็ตาม เกมการแข่งขันของ AI ในอนาคตจะไม่ได้วัดกันเป็นรายประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันในระดับ Value Chain โดยสหรัฐอเมริกามีจุดแข็งด้านชิป ซอฟต์แวร์ และพลังประมวลผล ขณะที่จีนใช้พลังนโยบายรัฐผลักดัน EV และกำลังมุ่งสู่ยุค Physical AI และ Robotics อย่างจริงจัง
“ประเทศไทยต้องเลือกว่าจะไปทางไหน เพราะเราไม่สามารถทำทุกอย่างพร้อมกันได้ โอกาสของไทยอยู่ในอุตสาหกรรม Food & Beverage และ Healthcare ที่มีความแข็งแรงเดิมอยู่แล้ว แต่ต้องเติมเทคโนโลยีเข้าไปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม” นพ.ศุภชัยกล่าว
พร้อมระบุว่า ไทยยังมีโอกาสในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของ Data Center โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์แบบฟิล์ม รวมถึงนวัตกรรมดักจับคาร์บอนจากดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์
แนะลงทุนธุรกิจ AI แกร่ง รับมือฟองสบู่แตก
ด้านนายวรภัทร ชวนะนิกุล Chief Strategy Officer & Chief Financial Officer บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และ Chief Executive Officer ของ Singha Venture Capital Fund กล่าวว่า ปัจจุบัน Valuation ของธุรกิจ AI หลายแห่งเริ่มร้อนแรงเกินไป โดยสตาร์ทอัพบางบริษัทมีมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ ทั้งที่ยังมีรายได้เพียง 20-30 ล้านดอลลาร์และยังไม่มีกำไร
นอกจากนี้ ในจีนยังมีบริษัท AI บางแห่งที่ซื้อขายกันในระดับ 500-600 เท่าของยอดขาย นักลงทุนจึงต้องคัดเลือกบริษัทที่มี Foundation แข็งแรงและสามารถทำกำไรได้จริง เพื่อรับมือหากฟองสบู่แตกในอนาคต
นายวรภัทร กล่าวว่า สมรภูมิ AI โลกกำลังแบ่งชัดระหว่าง “สมองของอเมริกา” และ “ร่างกายของจีน” โดยสหรัฐฯ แข็งแกร่งด้าน Deep Tech และซอฟต์แวร์ ส่วนจีนมีข้อได้เปรียบด้านการผลิต ฮาร์ดแวร์ และฐานข้อมูลมหาศาลจากประชากรกว่าพันล้านคน ทำให้จีนโดดเด่นด้าน Robotics และเทคโนโลยีที่เน้นการใช้งานจริง
“นักลงทุนไม่จำเป็นต้องกังวลความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มากเกินไป แต่ต้องมองให้เห็นว่าประเทศไหนมีความได้เปรียบในอุตสาหกรรมใด แล้วเลือกลงทุนตามจุดแข็งนั้น” นายวรภัทรกล่าว
‘อาหาร-การแพทย์’ โอกาสไทย แต่ขาดกองหน้า-กองหลัง
ในมุมมองของการลงทุนในประเทศไทยนั้น มองว่าไทยมีจุดแข็งที่ชัดเจนในด้าน อาหาร (Thai Food), การแพทย์ (Medical) และการบริการ (Service) ซึ่งเป็นสิ่งที่หาตัวจับยาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับทีมฟุตบอล คนไทยเก่งในตำแหน่ง "กองกลาง" คือมีความคิดสร้างสรรค์และมี Service Mind ที่ดี
แต่สิ่งที่ไทยยังขาดคือ "กองหน้า" และ "กองหลัง" หรือบุคลากรระดับโลก (Global Talent) ที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนของเทคโนโลยีขั้นสูง ข้อเสนอแนะคือ ไทยควรเปิดใจในการดึงดูดคนเก่งจากต่างประเทศให้เข้ามาพำนักและทำงานได้ง่ายขึ้น เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสมองไหลเข้าสู่ประเทศ
ชงตั้งทีมชาติธุรกิจ สร้าง New Economy ไทย
ขณะที่ ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Ookbee แพลตฟอร์ม E-book กล่าวว่า แม้ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไทยจะมี Tech Startup ที่เติบโตระดับพันล้านบาทไม่มากนัก แต่ในช่วงหลังกลับเห็น SME ยุคใหม่ในกลุ่มแฟชั่น ความงาม และอาหาร เติบโตอย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์และการไลฟ์สด
แบรนด์อย่าง Gentle Woman สามารถสร้างรายได้ระดับร้อยล้านถึงพันล้านบาท และมีศักยภาพก้าวสู่บริษัทคุณภาพที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนในอนาคต
ณัฐวุฒิ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการ “Recycle เงินทุน” เมื่อผู้ประกอบการรุ่นแรกประสบความสำเร็จและ Exit ได้ ก็จะนำทั้งเงินทุนและประสบการณ์กลับมาลงทุนต่อในอุตสาหกรรมเดิม ทำให้เกิดระบบนิเวศธุรกิจที่แข็งแรง
พร้อมเสนอว่า ไทยจำเป็นต้องสร้าง “ทีมชาติธุรกิจ” ในกลุ่ม T-Food, T-Beauty และ T-Fashion เพื่อสร้างขนาดตลาดที่ใหญ่พอสำหรับการแข่งขันระดับโลก รวมถึงเปิดรับ Global Talent จากต่างประเทศมากขึ้น เพื่อเติมเต็มจุดอ่อนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและขับเคลื่อน New Economy ไทยในระยะยาว
“ฟองสบู่ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเสมอไป เพราะทุกฟองสบู่มาพร้อมโอกาสสำคัญ นักลงทุนต้องไม่ปล่อยให้ฟองสบู่สูญเปล่า แต่ต้องรู้จังหวะเข้าและจังหวะออกให้ถูกต้อง” ณัฐวุฒิกล่าวปิดท้าย







