
สงครามดันน้ำมันพุ่ง ดันเงินเฟ้อไทยขยายตัว 2.2% โอกาสลดดอกเบี้ยหด หุ้นไทยต้นทุนพุ่ง
โบรกชี้เงินเฟ้อไทยพลิกจาก -0.08% จ่อกลับขยาย 2.2% รับแรงน้ำมันและสงครามยืดเยื้อ ต้นทุนพุ่งกระทบเศรษฐกิจจริง-ภาคท่องเที่ยวเริ่มชะลอ แนะเน้นหุ้นแกร่งรับต้นทุนขาขึ้น
KEY
POINTS
- สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น และคาดว่าจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อไทยในเดือนเมษายนขยายตัวถึง 2.2%
- แนวโน้มเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทำให้โอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีน้อยลง
- ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากต้นทุนของบริษัทจดทะเบียนที่สูงขึ้น และทิศทางนโยบายการเงินที่อาจสิ้นสุดการผ่อนคลาย
นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ประเมินสถานการณ์เงินเฟ้อกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาเงินเฟ้อไทย (CPI) ขยับขึ้นมาเหลือติดลบเล็กน้อยเพียง -0.08% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่ก็นับว่าค่อยๆ ปรับขึ้น เพราะว่าในเดือนก่อนอยู่ที่เพียง -0.9% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อน
สาเหตุหลักมาจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อย่างในเดือน มี.ค. ราคาน้ำมันดิบ BRT เฉลี่ย +43% จากเดือนก่อนหน้า และเดือน เม.ย. เฉลี่ย +4% จากเดือนก่อนหน้า แต่สาเหตุที่เงินเฟ้อไทยในเดือน มี.ค. ยังขยับไม่มากเป็นเพราะว่าในช่วงต้นเดือน - กลางเดือน มี.ค. รัฐบาลได้ใช้กองทุนน้ำมันพยุงราคาหน้าปั๊มไว้
แต่อย่างไรก็ตามราคาหน้าปั๊มได้เริ่มปรับขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางเดือน มี.ค. ซึ่งเงินเฟ้อไทยเดือน เม.ย. จะประกาศในวันพุธที่ 6 พ.ค. โดย Bloomberg Consensus คาดการณ์ว่า Thailand CPI จะกลับมาขยายตัวมากถึง 2.2% และขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าราคาน้ำมันจะกลับไปลงได้เมื่อใด เพราะปัญหาสงครามในตะวันออกกลางยังดูยืดเยื้อ
ผลกระทบสงครามเริ่มมีผลต่อเศรษฐกิจ
หากสมมติฐานว่า เงินเฟ้อไทยจะกลับมาอยู่ในระดับ 1-2% ขึ้นไป เชื่อว่าโอกาสลดดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแม้กระทั่งธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มเป็นไปไม่ได้ (ปัจจัยกดดัน) นอกเหนือจากนี้แล้วต้นทุนที่ทยอยเร่งขึ้นจะเป็นปัจจัยรบกวนตลาดหุ้นโดยตรง
ในขณะเดียวกันนั้น ทางฝ่ายยังมองว่าบริษัทต่างๆ จะทยอยส่งผ่านต้นทุนออกมา ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการบริโภค การท่องเที่ยว รวมถึงเศรษฐกิจ จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นสายการบินหลายแห่งลดจำนวนเที่ยวบินลงพร้อมกับยกเลิกบางเที่ยวบิน
สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อดอกเบี้ยนโยบายอาจกลับทิศจากผ่อนคลายสู่ช่วงเลิกผ่อนคลาย จะมีแรงกดดันต่อตลาดผ่าน Valuation ที่ระดับการยอมรับ Valuation อาจลดลง (PE) และจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Selective Buy มากขึ้น โดยเฉพาะหุ้นที่ส่งผ่านต้นทุนได้เพราะจะช่วยลดแรงกดดันด้านผลประกอบการ
อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมข้อมูลพบว่าหุ้นใน SET ที่มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนประกอบไปด้วย CPN BDMS ADVANC BCH BH WHA และ TU รวมถึงกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยหมดช่วงผ่อนคลาย





