
สงครามดันน้ำมัน-เงินเฟ้อเร่ง รัฐอัดฉีด 4 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ชู BBL BEM BDMS หลบผันผวน
โบรกมองน้ำมันตึงตัวจากสงครามตะวันออกกลาง ดันเงินเฟ้อโลกเร่งขึ้น กดดันนโยบายดอกเบี้ย ขณะไทยจ่อกู้ 4 แสนล้านพยุงเศรษฐกิจ เอเซีย พลัสชี้ SET ผันผวนน้อยกว่าโลก รับแรงหนุนหุ้นพลังงาน ชู DELTA นำทีมฟื้น
KEY
POINTS
- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกตึงตัวและอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น โดยคาดว่าเงินเฟ้อไทยเดือน เม.ย. จะพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 2.25%
- รัฐบาลเตรียมเสนอ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่ออัดฉีดพยุงเศรษฐกิจผ่าน 4 มาตรการหลัก ได้แก่ ลดค่าครองชีพ อุดหนุนพลังงาน ช่วยเหลือ SME และกระตุ้นการลงทุนระยะยาว
- นักวิเคราะห์แนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive ที่มีความผันผวนต่ำเพื่อหลบเลี่ยงความผันผวนของตลาด โดยชู BBL, BEM และ BDMS เป็นหุ้นเด่น
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดหุ้นว่า ราคาน้ำมันดิบโลกกลับมาอยู่ในโหมดตึงตัวอีกครั้ง หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางรอบใหม่ปะทุขึ้น โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้เปิดปฏิบัติการ "PROJECT FREEDOM" เพื่อคุ้มกันเรือขนส่งที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ขณะที่ฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) รายงานว่าโดรนของอิหร่านได้เข้าโจมตีจนเกิดไฟไหม้ที่ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งมีการแจ้งเตือนภัยขีปนาวุธหลายครั้ง ถือเป็นการโจมตีครั้งแรกนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิหร่านทำข้อตกลงพักรบ โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าในระยะถัดไปยังมีปัจจัยที่อาจช่วยกดดันไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานไปไกล ได้แก่ โอกาสในการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และการที่ UAE ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามราคาในอนาคต โดยล่าสุดในเดือน เม.ย. 2569 UAE มีกำลังการผลิตน้ำมันเพียง 1.88 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าระดับปกติที่ 3-4 ล้านบาร์เรลต่อวันอย่างมาก
ทั้งนี้ ผลกระทบจากสงครามกำลังลุกลามสู่เศรษฐกิจจริงผ่านตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นทั่วโลก โดยเงินเฟ้อยุโรปเดือน เม.ย. ขยายตัว 3.0% จากปีก่อน (สูงกว่าเดือนก่อนที่ 2.6%) ทำให้ตลาดประเมินว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25% ในการประชุมเดือน มิ.ย. นี้ ขณะที่สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อเดือน เม.ย. จะดีดตัวขึ้นเป็น 3.8% จากปีก่อน
สวนทางกับคาดการณ์การจ้างงานนอกภาคเกษตรที่อาจชะลอตัวลงต่ำกว่า 1 แสนราย สำหรับประเทศไทย วิกฤตของแพงและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ประเมินว่าตัวเลขเงินเฟ้อของไทยในเดือน เม.ย. 2569 (ที่จะประกาศในวันที่ 6 พ.ค.) จะพุ่งแรงมาอยู่ที่ระดับ +2.25% จากปีก่อน พลิกจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบ -0.08% จากปีก่อน
เพื่อยับยั้งไม่ให้เศรษฐกิจชะลอตัวจากภาระค่าครองชีพที่หนักขึ้น วันนี้ (5 พ.ค. 26) รัฐบาลเตรียมเสนอ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำมาใช้อัดฉีดเศรษฐกิจแบบเร่งด่วนใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
- ลดค่าครองชีพ: ผ่านรูปแบบการแจกเงินเยียวยา, สนับสนุนเงินดิจิทัล หรือโครงการไทยช่วยไทย พลัส
- พยุงราคาพลังงาน: นำเงินไปอุดหนุนค่าน้ำมัน, ค่าก๊าซหุงต้ม หรือลดบิลค่าไฟ
- ช่วยพยุงธุรกิจ SME: ผ่านการออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan)
- กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว: ผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Mega Project) เช่น โครงการ Landbridge หรือ Disneyland
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ตลาดหุ้นโลกเริ่มเผชิญความผันผวนและย่อตัวลง 1-2% ในช่วงต้นเดือน พ.ค. จากการที่อิหร่านผิดสัญญาโจมตี UAE ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยหลังเปิดทำการจากวันหยุดยาวน่าจะมีความผันผวนน้อยกว่า โดยจะได้รับแรงพยุงจากหุ้นกลุ่มน้ำมันที่มีสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของตลาด
รวมถึงแรงหนุนจากหุ้น DELTA ที่หลุดจากมาตรการ Trading Alert แล้ว และปัจจุบันราคาหุ้นยังคง Laggard (ขึ้นช้ากว่า) หุ้นแม่ที่ไต้หวันถึง 28% หลังผ่านพ้นช่วงสงกรานต์ ดังนั้น ฝ่ายวิจัยแนะนำเก็งกำไรในหุ้น DELTA และเน้นลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ (Defensive) ได้แก่ BBL, BEM และ BDMS







