
กำไรแบงก์ Q1 พลิกฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน 20% แม้ NIM หด–สินเชื่อชะลอ ชู KBANK–KKP เด่น
เปิดงบแบงก์ไตรมาส 1/2569 กำไร 5.72 หมื่นล้าน ฟื้น 20% จากไตรมาสก่อน ดีกว่าคาดเกือบทั้งกลุ่ม แม้ NIM หด–สินเชื่อโตจำกัด โบรกมองทั้งปีรายได้แผ่ว แต่ยังเด่นปันผล แนะ KBANK–KKP เป็นตัวเลือกหลัก
KEY
POINTS
- กำไรสุทธิกลุ่มธนาคารไตรมาส 1/69 ฟื้นตัว 20% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 5.72 หมื่นล้านบาท แต่ยังคงลดลง 2.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นและค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ลดลง สวนทางกับส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่หดตัวและการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอลง
- หุ้นเด่นในกลุ่มคือ KBANK ซึ่งมีกำไรเติบโตสูงสุดจากไตรมาสก่อน และ KKP ที่มีผลงานดีที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นางสาวธนิณี สถิรเรืองชัย ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ประเมินภาพรวมกำไรหุ้นกลุ่มแบงก์ไตรมาส 1/2569 ว่า ธนาคารทั้ง 7 แห่งภายใต้การวิเคราะห์ของทางฝ่าย รายงาน กำไรสุทธิรวม 5.72 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 1/2569 ลดลง 2.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 20.0% จากไตรมาสก่อน ซึ่งเกือบทั้งหมดดีกว่าคาด ขณะที่ SCB เป็นธนาคารเดียวที่รายงานผลประกอบการต่ำกว่าคาด
ทั้งนี้ ธนาคาร 4 แห่ง ได้แก่ KBANK, KTB, TISCO และ KKP มีกำไรเติบโตทั้งเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และจากไตรมาสก่อน ธนาคารที่โดดเด่น คือ KKP ซึ่งทำผลงานดีที่สุดในเชิงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน ด้าน KBANK ทาผลงานดีที่สุดในเชิงจากไตรมาสก่อน
โดยในเชิงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อนนั้น KKP ได้รับแรงหนุนจาก รายได้ค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น (จาก wealth management, digital financial services (Dime!) และธุรกิจบริหารสินทรัพย์) ขาดทุนจากการขายรถยึดลดลง และ credit cost ลดลง
ขณะที่ในเชิงจากไตรมาสก่อนนั้น KBANK มีกำไรเติบโตแข็งแกร่งที่สุด จากรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น (ธุรกิจ wealth management) กำไรพิเศษจากการลงทุน ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) ลดลง และต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) ลดลง
นอกเหนือจากนี้ การเติบโตของกำไรในไตรมาส 1/2569 ถูกขับเคลื่อนโดย รายได้ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น (ส่วนใหญ่จาก wealth management) รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII) ที่เพิ่มขึ้น (หลัก ๆ จากกำไร mark-to-market ของการลงทุน) ค่าใช้จ่าย (OPEX) ที่ลดลง ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) ลดลง จากการหดตัวของ NIM ซึ่งเป็นไปตาม yield ที่ลดลง
การเติบโตสินเชื่อที่จำกัด เงินฝาก (โดยเฉพาะ CASA) เพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนพักเงินไว้ในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น โดยรวมแล้ว credit cost เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการตั้งสำรองเพิ่ม (management overlay) จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ด้วยปัจจัยที่กล่าวไปข้างต้นส่งผลให้ทางฝ่ายให้น้ำหนักการลงทุน Neutral ต่อกลุ่มธนาคาร โดยมีหุ้นเด่นคือ KBANK, KKP ทั้งนี้ แนวโน้มรายได้ (top-line) ของธนาคารในปี 2569 มีแนวโน้มอ่อนตัว จากการเติบโตของสินเชื่อที่ชะลอ และ NIM ที่ลดลง ฐานรายได้ non-NII ที่สูงในปี 2568
อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายเชื่อว่าหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงความสามารถในการควบคุมระดับต้นทุนได้อย่างมีวินัย รวมถึงบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี ซึ่งจะช่วยพยุงกำไร ในขณะเดียวกัน valuation ของกลุ่มยังได้รับแรงสนับสนุนจากอัตราเงินปันผลที่น่าสนใจ







