thansettakij
thansettakij
KTB กำไร Q1 แตะ 1.24 หมื่นล้าน โต 6.2% รับแรงหนุน Wealth ชี้พลังงานพุ่งกระทบทั้งระบบ

KTB กำไร Q1 แตะ 1.24 หมื่นล้าน โต 6.2% รับแรงหนุน Wealth ชี้พลังงานพุ่งกระทบทั้งระบบ

21 เม.ย. 69 | 11:04 น.
อัปเดตล่าสุด :21 เม.ย. 69 | 11:38 น.

KTB โชว์กำไรไตรมาส 1/69 แตะ 12,437 ล้าน โต 6.2% รับแรงหนุนรายได้ Wealth-ค่าธรรมเนียมพุ่ง 13.9% คุมต้นทุนอยู่หมัด พร้อมเตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากสงครามพลังงาน เสี่ยงต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อหด กระทบทั้งห่วงโซ่ธุรกิจ

KEY

POINTS

  • ธนาคารกรุงไทย (KTB) ประกาศผลกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 จำนวน 12,437 ล้านบาท เติบโตขึ้น 6.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • การเติบโตของกำไรได้รับแรงหนุนหลักจากรายได้ค่าธรรมเนียม โดยเฉพาะจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) ที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น
  • ผู้บริหารแสดงความกังวลต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต กำลังซื้อของภาคครัวเรือน และเศรษฐกิจโดยรวม

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ความเสี่ยงสำคัญคือการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้การผลิตเกิดภาวะชะงักงัน กระทบต้นทุนการผลิตและความสามารถในการดำเนินการของบางธุรกิจ ส่งผ่านไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ขณะที่ราคาพลังงานและราคาสินค้าที่สูงขึ้นกระทบกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นภาคเอกชน การส่งออกเผชิญความท้าทายจากปัญหาโลจิสติกส์และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากข้อจำกัดการเดินทาง ส่วนภาครัฐอาจจะต้องมีการก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง จากภาระหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่กดดันการใช้จ่ายและการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME

ภายใต้บริบทดังกล่าว ธนาคารยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้หนี้ ฟื้นฟูศักยภาพ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาทิ โครงการ “SMEs Credit Boost” ควบคู่กับการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง “Reinvent Thailand”

พร้อมทั้งสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้า รักษาเสถียรภาพและวินัยการเงินการคลัง เน้นการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ตามพลวัตโลก ทั้งนี้ ธนาคารจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงและเสริมความยืดหยุ่นในระยะยาว

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของธนาคารในไตรมาสที่ 1/2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 11,713.70 ล้านบาท สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ

โดยสินเชื่อรวมขยายตัว 2.4% เทียบกับสิ้นปี 2568 จากสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และรายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยธนาคารมีอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับ 2.48% ภายใต้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง และการลดดอกเบี้ยผ่านมาตรการเชิงป้องกันเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ ทั้งนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 13.9% โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากธุรกิจ Wealth และมีการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนตามภาวะตลาด ซึ่งรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุน รายได้จากเงินปันผล การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย อีกทั้งรายได้จากหนี้สูญรับคืนจากการบริหารจัดการ NPL และทรัพย์สินรอการขายซึ่งเป็น Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ

โดยธนาคารยังคงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 38.9% จาก 40.4% โดยหลักจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขายที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ ธนาคารยังคงลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารรักษาระดับ NPL Ratio ที่ 2.93% เทียบกับ 2.90% ณ สิ้นปี 2568  พร้อมบริหาร Credit Cost ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 1.15% และรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ 204.7% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต รวมถึงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด

เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 15.4% จากแรงขับเคลื่อนของธุรกิจ Wealth ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และรายได้จากเงินลงทุนตามสภาวะตลาดและเงินปันผล เพื่อรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล

ณ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 18.60% และเงินกองทุนทั้งสิ้น 20.54% ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมบริหารเงินกองทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงที่ 10.8%

ในปี 2569 ธนาคารกรุงไทยครบรอบ 60 ปี อย่างภาคภูมิใจ จากบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการเงินไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน สามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าและประชาชน

สะท้อนถึงผลลัพธ์และความสำเร็จของการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของธนาคาร ที่มุ่งสร้าง Future Ready Krungthai ผ่านการเรียนรู้ และปรับตัวสู่ยุคเทคโนโลยี และ Value-led AI  นำ Digital Solutions มายกระดับธุรกิจ โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือ Banking Anywhere Anytime

ที่ช่วยเสริมแกร่ง Krungthai Wealth ครอบคลุมการลงทุนระดับสากล  การวางแผนการศึกษาระดับโลก และสิทธิประโยชน์ไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศ พร้อมกันนี้  ธนาคารยังเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อขยายการเข้าถึงลูกค้ากลุ่ม Underserved ผ่านการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data)

และการเชื่อมต่อ Ecosystem ใหม่ๆ สร้างโอกาสในการเติบโตจากธุรกิจรูปแบบใหม่ อาทิ Virtual Banking ที่ช่วยเติมเต็มการให้บริการทางการเงินอย่างครอบคลุมและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด  “60 ปีกรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต”