thansettakij
thansettakij
หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวกอ่อน 1,412.83 จุด ท่ามกลางแรงกดดันน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์

หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวกอ่อน 1,412.83 จุด ท่ามกลางแรงกดดันน้ำมัน-ภูมิรัฐศาสตร์

16 มี.ค. 2569 | 03:43 น.
อัปเดตล่าสุด :16 มี.ค. 2569 | 03:43 น.

ตลาดหุ้นไทยเปิดภาคเช้าบวกเล็กน้อยเหนือระดับ 1,410 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาผลประชุมธนาคารกลางหลักสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจกำหนดทิศทางเงินทุนและสินทรัพย์เสี่ยงระยะถัดไป

KEY

POINTS

  • ดัชนีหุ้นไทยเปิดตลาดภาคเช้าปรับตัวขึ้นเล็กน้อยที่ 1,412.83 จุด ท่ามกลางความผันผวนระหว่างวัน
  • ตลาดเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น
  • อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงหนุนจากปัจจัยการเมืองในประเทศที่มีเสถียรภาพมากขึ้น และกระแสเชิงบวกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ความเคลื่อนไหวดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (16 มี.ค.69) เปิดการซื้อขายภาคเช้า ณ เวลา 10.30 น. อยู่ที่ระดับ 1,412.83 จุด เพิ่มขึ้น 3.48 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.25% ในระหว่างเปิดการซื้อขายดัชนีแกว่งตัวชนกรอบสูงสุดและต่ำสุดที่ระดับ 1,414.62-1,404.40 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 13,217.04 ล้านบาท

5 หุ้นมูลค่าซื้อขายสูงสุด

  • KBANK ราคา 187.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 0.79% มูลค่าซื้อขาย 1,224.13 ล้านบาท
  • PTT ราคา 33.75 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.46% มูลค่าซื้อขาย 1,218.48 ล้านบาท
  • PTTEP ราคา 0.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.34% มูลค่าซื้อขาย 991.34 ล้านบาท
  • KTB ราคา 34.25 บาท โดยราคาไม่มีการเปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขาย 737.25 ล้านบาท
  • GULF ราคา 56.00 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.44% มูลค่าซื้อขาย 729.89 ล้านบาท

นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยกระดับขึ้นอีกระลอก ล่าสุดสหรัฐฯมีปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารบนเกาะ Kharg ของอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่รองรับการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของประเทศ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณขีดเส้นตายพร้อมทำลายคลังน้ำมันทันทีหากอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวผสานกับการปิดช่องแคบที่ยืดเยื้อ ส่งผลกดดัน Risk sentiment ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดีมุมมองเชิงโครงสร้าง ประเมินว่าสถานการณ์ความขัดแย้งรอบนี้ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต

สะท้อนจากปฏิกิริยาของตลาดน้ำมันโลกที่แรงซื้อยังไม่ได้อยู่ในสภาวะ Panic จนกระชากราคากลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมบริเวณ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บ่งชี้ว่าตลาดรับรู้ความเสี่ยงไปพอสมควรแล้วและยังคงเชื่อมั่นในกลไกรับมือระดับ

ความพยายามของสหรัฐฯ ในการหลีกเลี่ยงการทำลายโครงสร้างพลังงานโดยตรงเพื่อคุมเพดานราคา การผ่อนปรนคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียชั่วคราว ไปจนถึงไพ่ตายอย่างการเตรียมปล่อยคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของ G7

ขณะที่พัฒนาการทางการเมืองของไทยก้าวข้ามจุดเปลี่ยนสำคัญ หลังที่ประชุมสภาผู้แทนฯมีมติเลือกประธานสภาฯผ่านไปอย่างราบรื่น สะท้อนเสถียรภาพและเอกภาพของฝั่งพรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างชัดเจน

ซึ่งช่วยยืนยันไทม์ไลน์กระบวนการโหวตเลือกนายกฯ 19 มี.ค. และจัดตั้ง ครม. ช่วงต้น พ.ค. นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น Quick Win จะกลายเป็นเป้าหมายแรกที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน โดยเฉพาะ 'คนละครึ่งพลัส เฟส 2' ที่น่าจะเริ่มบังคับใช้ได้ทันทีภายในเดือน พ.ค. จากเดิมที่ตลาดเผื่อใจไว้ช่วงหลังเดือน มิ.ย. เป็นบวกต่อหุ้น Domestic Play อาทิ CPALL CPAXT และ BJC

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์นี้ตลาดการเงินทั่วโลกต้องจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก ทั้ง Fed ECB BOJ และ BOE ซึ่งน่าจะมีท่าที Wait and See โดยในการประชุม FOMC รู้ผลเช้าวันที่ 19 มี.ค. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ย ไว้ในกรอบ 3.50% - 3.75% ต่อไป

เช่นเดียวกับ ECB (19 มี.ค.) ที่คาดว่าจะตรึงดอกเบี้ยไว้ตามเดิม โดยมุมมองตลาดบางส่วนมองว่า ECB อาจลากยาวการคงดอกเบี้ยไปถึงปี 2571 สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก

ในมิติของการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยง ปัจจัยขับเคลื่อนเฉพาะตัว ที่สำคัญที่สุดคือเวทีการประชุมเทคโนโลยีระดับโลก Nvidia GTC (เริ่ม 16 มี.ค. ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะสร้าง Sentiment เชิงบวกเข้าสู่หุ้นกลุ่ม AI Semiconductor และหุ้น Tech ทั่วโลก

โดยประเมินว่า กระแสเชิงบวกนี้จะเป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยจำกัด Downside สินทรัพย์เสี่ยงท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ถูกกดดันจากสภาวะดอกเบี้ยสูง-เงินเฟ้อ