thansettakij
thansettakij

กางสถิติหุ้นไทยหลัง Circuit Breaker ลุ้นเป้า 1,700 จุดรับรัฐบาลใหม่

เจาะลึกตลาดหุ้นไทยหลังแตะเซอร์กิตเบรกเกอร์ เปิดสถิติฟื้นตัว ปรับพอร์ตลงทุนรับมือผลกระทบสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และทิศทางรัฐบาลใหม่

KEY

POINTS

  • นักวิเคราะห์ชี้สถิติหลังเกิด Circuit Breaker ตลาดหุ้นไทยมักฟื้นตัวได้ดีในระยะยาว โดยหลังผ่านไป 3 เดือน ดัชนีมีโอกาสปรับตัวขึ้นเฉลี่ยถึง 17.0%
  • นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยสงครามส่งผลบวกต่อกลุ่มพลังงานและเดินเรือ แต่ส่งผลลบต่อกลุ่มการบิน, ท่องเที่ยว และโรงไฟฟ้า
  • ปัจจัยบวกจากเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่และพื้นฐานที่แข็งแกร่ง อาจผลักดันให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแตะเป้าหมายสูงสุดที่ 1,700 จุดได้

จากเหตุการณ์ความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 4 มีนาคม 2569  จนนำไปสู่การประกาศใช้มาตรการ เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) เพื่อพักการซื้อขายชั่วคราว สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักลงทุนเป็นวงกว้าง 

เปิดสถิติเซอร์กิตเบรกเกอร์ มองโอกาสในวิกฤต 

นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส Investment Solution จากMaybank ระบุว่าการใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ครั้งล่าสุดนี้ถือเป็น ครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย โดยครั้งนี้ถูกทริกเกอร์ (Trigger) ที่ระดับ -8% สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นร้อนแรงอย่างมากหลังทราบผลการเลือกตั้ง โดยขึ้นมาถึง 21% นับจากต้นปี เป็นอันดับ 3 ของเอเชีย

เมื่อมีปัจจัยลบจากสงครามเข้ามา จึงเกิดแรงขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง ผสมโรงกับการใช้ Leverage ในการซื้อขายที่สูงจนทำให้เกิดอาการ บังคับขาย (Forced Sale) อย่างรุนแรง

เมื่อพิจารณาจากสถิติย้อนหลัง 6 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าหลังจากตลาดตื่นตระหนกจนเกิดเซอร์กิตเบรกเกอร์ ดัชนีมักจะมีการฟื้นตัวในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้

  • หลังผ่านไป 1 วัน: ตลาดมักปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 2.4%
  • หลังผ่านไป 1 สัปดาห์: ตลาดปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 5.1%
  • หลังผ่านไป 1 เดือน: ตลาดปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 8.0%
  • หลังผ่านไป 3 เดือน: ตลาดปรับตัวขึ้นเฉลี่ยสูงถึง 17.0%

สถิตินี้สะท้อนให้เห็นว่าความตื่นตระหนกในช่วงแรกมักเป็นเพียงอาการชั่วคราว และเมื่อนักลงทุนเริ่มเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ตลาดจะสามารถฟื้นตัวกลับตามปัจจัยพื้นฐานได้เสมอ

วิเคราะห์กลุ่มอุตสาหกรรม ท่ามกลางสงคราม 

ในสภาวะที่สงครามยังไม่มีความชัดเจนว่าจะยุติลงเมื่อใด นายกิตติชาญได้จำแนกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบเพื่อเป็นแนวทางให้นักลงทุน โดยกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่

  • กลุ่มพลังงาน (ต้นน้ำ): โดยเฉพาะหุ้นสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอย่าง PTTEP และกลุ่มโรงกลั่น ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบและแก๊สที่พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเรื่องปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่อาจล่าช้าและกระทบต่อกำลังการผลิตในระยะถัดไป
  • กลุ่มเดินเรือ (Shipping): ได้รับประโยชน์จาก ค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น ตามความเสี่ยงและระยะเวลาการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
  • กลุ่มปลอดภัย (Defensive): นักลงทุนมักใช้เป็นที่พักเงิน เช่น กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE)

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่

  • สายการบินและการขนส่ง: ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเนื่องจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้นทันที
  • โรงแรมและการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน รวมถึงบรรยากาศการเดินทางที่ชะลอตัว
  • โรงไฟฟ้า (โดยเฉพาะ SPP): เช่น GPSC และ BGRIM ซึ่งมีต้นทุนก๊าซ LNG เพิ่มสูงขึ้นตามราคาพลังงานโลก
  • กลุ่มโรงพยาบาล: แม้จะเป็นหุ้นปลอดภัย แต่โรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง เช่น บำรุงราษฎร์ (BH) อาจได้รับผลกระทบจากการเดินทางที่ลดลง
  • กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์: กังวลเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เฟด (Fed) ลดดอกเบี้ยช้าลง กระทบต่อต้นทุนและความเชื่อมั่นในการลงทุน

ทิศทางตลาดทุนภายใต้รัฐบาลใหม่

สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยภายใต้การบริหารของ รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะมีอำนาจเต็ม นายกิตติชาญมองว่ายังมีความน่าสนใจสูง เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองและการดำเนินนโยบายที่ชัดเจนจะเป็นปัจจัยบวกที่นักลงทุนตอบรับ

จากการประเมินกำไรตลาดหุ้นไทยในปีนี้โดย Bloomberg Consensus คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 95 บาทต่อหุ้น ซึ่งสามารถวางเป้าหมายดัชนีได้ตามระดับความเชื่อมั่น ได้แก่ เป้าหมายพื้นฐาน อยู่ที่ 1,500 จุด (ระดับ PE ปกติ) ซึ่งดัชนีมีโอกาสกลับไปยืนได้ไม่ยากหากผลกระทบจากสงครามจำกัดอยู่ในระยะสั้น

เป้าหมายกรณีฟื้นตัวดี หากรัฐบาลสร้างผลงานได้ชัดเจน ดัชนีอาจปรับขึ้นไปที่ 1,560 จุด (+1 SD)และเป้าหมายกรณี Bullish หากปัจจัยบวกหนุนเต็มที่ ดัชนีมีโอกาสแตะ 1,700 จุด ที่ระดับ PE 18 เท่า (+2 SD)

บทสรุปสำหรับนักลงทุนในขณะนี้คือ ไม่ควรตระหนกจนเกินไป เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของไทยยังคงแข็งแกร่ง ความผันผวนที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก นายกิตติชาญแนะนำว่านี่คือ "โอกาสในการเข้าซื้อ" หุ้นที่มีพื้นฐานดีและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์จำกัด เพื่อรอการฟื้นตัวตามรอบสถิติและเสถียรภาพที่จะเกิดขึ้นจากการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่