thansettakij
thansettakij
CREDIT กางแผนปี 69 สินเชื่อโตสองหลัก รุก Micro SMEs ดันพอร์ต 3 แสนล้าน

CREDIT กางแผนปี 69 สินเชื่อโตสองหลัก รุก Micro SMEs ดันพอร์ต 3 แสนล้าน

04 มี.ค. 2569 | 23:15 น.

CREDIT กางแผนปี 69 เร่งสินเชื่อโต 11–12% ลุยตลาด Micro SMEs ดันพอร์ตแตะ 3 แสนล้านในปี 72 พร้อมคุม NPL ต่ำกว่า 4.5% และเร่งทรานส์ฟอร์มสู่ธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบ

KEY

POINTS

  • ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อปี 2569 เติบโตในระดับสองหลัก หรือประมาณ 11-12% ควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด
  • มุ่งเน้นขยายฐานลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่คิดเป็น 80% ของพอร์ตโดยรวม
  • เร่งพัฒนาระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อขับเคลื่อนพอร์ตสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายระยะยาวที่ 3 แสนล้านบาทภายในปี 2572

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2569 ธนาคารไทยเครดิตตั้งเป้าขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อหลักในอัตราเลขสองหลัก (Double Digit) หรือประมาณ 11-12% ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด

พร้อมกันนี้ คาดว่าจะคงความสามารถในการรักษาระดับอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ให้ทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 7.5-8.0% ในภาวะดอกเบี้ยขาลง ขณะเดียวกันตั้งเป้าลด Cost to Income Ratio ลงมาอยู่ที่ระดับ 42.0%

และรักษาระดับ NPL ให้ต่ำกว่า 4.5% ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและคุณภาพหนี้ที่มีประสิทธิภาพควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนผ่านแอปพลิเคชันMicro Pay และ Alpha ซึ่งมียอดผู้ใช้งานและมูลค่าธุรกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด

"ธนาคารมีความกังวลต่อปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค อย่างไรก็ตาม กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของธนาคารคือผู้ประกอบการรายย่อยอย่าง Micro SME ซึ่งสถิติผลประกอบการในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่ามีความมั่นคงสูงมาก แม้อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจโลกอยู่บ้าง แต่กลุ่มลูกค้าระดับรากหญ้าและชุมชนท้องถิ่นนี้มีความยืดหยุ่น ทนทานต่อวิกฤตได้ดี ส่งผลให้การดำเนินงานของเราจึงยังมีเสถียรภาพ ปัจจัยความเสี่ยงที่ยังต้องเฝ้าระวังคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และหากเศรษฐกิจโลกกระทบต่อไทยจนรายได้ไม่ เพิ่มขึ้นและจีดีพี (GDP) ต่ำ ก็จะส่งผลกระทบต่อลูกค้ากลุ่มนี้ได้เช่นกัน"

โดยในปี 2569 ธนาคารยังคงมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหลุ่มลูกค้าหลักที่คิดเป็น 80% ของพอร์ตโดยรวม เพราะมองเห็นโอกาสในการขยายตัวจากกลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน (Underserved) ที่มีสัดส่วนสูงกว่า 30% ของระบบเศรษฐกิจไทย

ในขณะเดียวกันธนาคารก็ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) เพื่อก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลแบบครบวงจร มุ่งพัฒนานวัตกรรมลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและส่งมอบประโยชน์คืนสู่ลูกค้าในระยะยาว

ภายใต้เสาหลักยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางผ่านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มีความยืดหยุ่นสูง (High Flexibility) พร้อมเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking เพื่อเสริมศักยภาพให้กลุ่มลูกค้ารายย่อย รวมไปถึงความพร้อมในการตั้งรับกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกที่ผันผวน

ทั้งนี้ ด้วยแรงหนุนจากโครงการรัฐ อาทิ Quick Big Win และ SME Credit Boost ธนาคารมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อให้บรรลุเป้าหมายเลขสองหลัก ควบคู่ไปกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว

หัวใจสำคัญในการลงทุน ปี 2569 ของธนาคารไทยเครดิต ขับเคลื่อนผ่าน 2 แกนหลัก ดังนี้ 

  1. เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” ในช่วงไตรมาส 1/2569 เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
  2. วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยกระดับระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร หรือ “Core Banking” สู่ “Full Digital Banking Platform” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล เชิงลึกและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต

โดยแนวทางขยายธุรกิจดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นฐานผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งในทุกมิติ 

อย่างไรก็ดี ธนาคารมีเป้าหมายที่จะเพิ่มยอดสินเชื่อให้แตะที่ระดับประมาณ 2.8-3 แสนล้านบาท ภายในปี 2572 จากที่สิ้นปี 2568 มียอดการให้สินเชื่ออยู่ที่ 1.81 แสนล้านบาท เติบโต 11.5% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และยังสูงกว่าค่าเฉลี่นของกลุ่มอุตสาหกรรมที่โต 1.3%

สำหรับประเด็นผลกระทบจากภาวะสงครามนั้น มองว่าในขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มลูกค้าไมโครเอสเอ็มอีเท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือ ผลกระทบทางอ้อมที่อาจส่งผลให้ราคาพลังงานและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะไปกดดันให้ต้นทุนการดำเนินงานของธุรกิจรายย่อยเพิ่มขึ้นตาม เพราะยังต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันและไฟฟ้าในการดำเนินธุรกิจอยู่

NIM ผ่านจุดต่ำสุด

นายกิตติพันธ์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน CREDIT กล่าวว่า ภาพรวมปี 2568 ธนาคารรักษาความแข็งแกร่งได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,116 ล้านบาท เติบโต 10.8% และมียอดสินเชื่อคงค้าง 181,900 ล้านบาท เติบโด18.1% สวนทางอุดสาหกรรมที่โตเพียง 1.3%

โดยเฉพาะในไตรมาส 3 และ 4 ที่กลุ่ม Micro SME แสดงความแข็งแกร่งชัดเจน ส่งผลให้ภาพรวมสิน เชื่อขยายตัวในอัตราเลข 2 หลัก แม้จะใช้เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวัง

ด้านอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 7.7% แม้ปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย (MPC) แต่ถือเป็นระดับที่ช่วยลดภาระลูกค้าและเชื่อว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

ส่วนอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 43.6% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามการชะลอตัวของสินเชื่อจากเดิมที่โดเฉลี่ยกว่า 20% มาอยู่ที่11% อย่างไรก็ตาม การลงทุนยังเป็นไปตามแผนและคาดว่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

ขณะเดียวกันคุณภาพสินทรัพย์ CREDIT มีผลงานโดดเด่นที่สุดนับหลังวิกฤตโควิด-19 โดยสามารถบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 4.2% ซึ่งใกล้เคียงกับกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ และต่ำกว่ากลุ่ม SME ในอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ 10.7%

ในแง่ของต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) นั้น ในปี 2568 ลดลงจาก 2.65% เหลือ1.83% และมีการตั้งสำรองอย่างเข้มงวด (Coverage Ratio) สูงถึง 158% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 16.3% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในอุตสาหกรรมธนาคาร พาณิชย์

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ธนาคารยังประสบความสำเร็จในด้านความยั่งยืน โดยคว้าผลประเมิน SET ESG Ratings ระดับ A และ CG Score ระดับ 5 ดาว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2