

KEY
POINTS
การเข้าถือหุ้น KBANK ของ GULF ที่ขยับแตะระดับ 10% ได้รับความชัดเจนอีกครั้ง หลังบริษัทชี้แจงต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า การยื่นแบบรายงาน 246-2 เป็นเพียงการปฏิบัติตามเกณฑ์การคำนวณสิทธิออกเสียง
ซึ่งพิจารณาภายหลังหักหุ้นซื้อคืน (Treasury Stock) และยังไม่เข้าข่ายถือครองหุ้นธนาคารเกินเพดานตามหลักเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย
ประเด็นดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนมิติด้านกฎเกณฑ์กำกับดูแล แต่ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับกลยุทธ์ลงทุนของ GULF ที่ตลาดมองว่าให้น้ำหนักกับการบริหารเงินทุนและสร้างกระแสเงินสดระยะยาว
โดยเฉพาะในมุมของเงินปันผลจากหุ้นขนาดใหญ่ทั้ง ADVANC และ KBANK ซึ่งกำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อโครงสร้างผลตอบแทนและฐานะการเงินของบริษัทในระยะถัดไป
จากการรวบรวมข้อมูลการลงทุนถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF พบว่า ปัจจุบันมีการถือหุ้นใหญ่ใน 2 บริษัทหลัก ได้แก่
โดย ADVANC ประกาศจ่ายเงินปันผลสำหรับรอบผลประกอบการ 1 ก.ค.- 31 ธ.ค. 2568 จำนวน 27.41 บาท จากสัดส่วนการถือครองหุ้นของ GULF ส่งผลให้ได้รับเงินปันผลจำนวน 32,966,335,920 บาท
ขณะที่หุ้น KBANK ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอการประกาศการจ่ายเงินปันผล แต่อย่างไรก็ตาม จากการจ่ายเงินปันผลทั้งปี 2568 รวมอยู่ที่ระดับ 10.00 บาท แบ่งเป็น 8.00 บาท และ 2.00 บาท ทำให้คาดการณ์เงินปันผลปกติที่ GULF จะได้รับในปี 2569 อยู่ที่ราว 2,358,050,000 บาท (ไม่รวมการจ่ายปันผลพิเศษ)
สำหรับประเด็นที่ GULF เข้าถือหุ้น KBANK เพิ่มขึ้น จนขึ้นแท่นเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 2 น้ำหยักในมุมมองของตลาดมองว่า เป็นการกระจายความเสี่ยงและเป็นการบริหารเงินเพื่อหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นหลัก
เนื่องจาก KBANK เป็นหุ้นที่จ่ายปันผลในระดับสูง เมื่อเทียบกับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ของ GULF ในช่วงปกติที่ไม่มีกำไรพิเศษจะอยู่ที่ประมาณ 6-7% ซึ่งต่ำกว่า ROE ของฝั่งธนาคาร
ทั้งนี้ โอกาสที่ GULF จะถือหุ้นเพิ่มเกินกว่า 10% อาจทำได้ยาก เพราะด้วยเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดให้ถือหุ้นธนาคารได้ไม่เกิน 10% หากจะถือมากกว่านั้น จะต้องผ่านการพิจารณาหรือปรึกษากับทาง ธปท. ก่อน ซึ่งจากกระแสข่าวดูเหมือนว่า ธปท. จะไม่สนับสนุนให้มีการถือครองเกินเกณฑ์ดังกล่าว
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ 'ฐานเศรษฐกิจ' ว่า การเข้ามาถือ KBANK เพิ่มขึ้นเป็น 10% ของ GULF โดยไม่ต้องการที่นั่งในคณะกรรมการ (บอร์ด) นั้น
มองว่าเป็นการเข้าลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนจากเงินปันผลเป็นหลัก โดยการลงทุนนี้ส่งผลบวกต่อแรงซื้อในภาพใหญ่ของ KBANK ในวานนี้ (16 ก.พ.69) แต่เชื่อว่าจะไม่ใช่ปัจจัยเร่งให้ราคาหุ้น KBANK ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในระยะสั้นๆ นี้
หลักๆ เนื่องจากราคาหุ้นที่ระดับประมาณ 199 บาท ถือว่าเต็มมูลค่า (Full Value) แล้ว ซึ่งรับรู้ประเด็นการจ่ายปันผลไปหมดแล้ว จึงไม่แนะนำให้เร่งรีบเข้าซื้อหรือไล่ราคาในระดับนี้ มองแนวรับ อยู่ที่ประมาณ 185-190 บาท
ทั้งนี้ ทางฝ่ายคาดการณ์ว่ากำไรของ KBANK และกลุ่มธนาคารโดยรวมในปี 2569 นี้ อาจชะลอตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน ที่เฉลี่ยอยู่ราว 10% เนื่องจากปีที่แล้วมีกำไรพิเศษจากการลงทุนสูงถึงประมาณ 20% ของกำไรทั้งหมด
แต่ในปีนี้ทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรมีแนวโน้มขยับขึ้น ทำให้กำไรจากการลงทุนคาดว่าจะมีมากเท่าปีที่ผ่านมา แม้กำไรจากการลงทุนจะหายไป แต่ธนาคารต่างๆ ได้ตั้งสำรองไว้ค่อนข้างเยอะแล้ว
อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไม่แย่ลงอย่างรุนแรง ธนาคารมีโอกาสปรับลดการตั้งสำรองลงได้ในปีนี้ ซึ่งจะช่วยหนุนให้กำไรจากการดำเนินงานปกติปรับตัวดีขึ้น ซึ่งกำไรที่ชะลอตัวลง เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10% เป็นระดับที่ตลาดเข้าใจได้
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุมุมมองในเชิงบวกต่อ GULF ในประเด็นการเข้าถือ KBANK 10% ว่า เป็นกลยุทธ์บริหารสภาพคล่องเต็มประสิทธิภาพระหว่าง Upside Data Center (DCs)+โรงไฟฟ้าแผน PDP ใหม่
ผสาน Upside ที่ยังอยู่นอกประมาณการส่วนแบ่งกำไร ADVANC ดีกว่าคาด+ Data Center ใหม่ บ.ร่วม GSA โดยปรับกำไรปี 2569-2570 ขึ้น 15% หลังปรับกำไรปกติปี 2569-2570 โตเชิงรุกอีก 20% และ 14% การบริหารจัดการเงินลงทุนที่มีประสิทธิภาพ
สอดรับโอกาสอุตสาหกรรม Data Center ไทยที่ศักยภาพสูงทั้ง AI CAPEX cycle โลก + การผลักดันเม็ดเงินลงระบบรัฐบาลใหม่ศักยภาพระดับ 1 ล้านล้านบาท ตอกย้ำสถานะ Proxy หลัก Data Center ไทย ยืนยัน Top Pick กลุ่ม โดยประเมินราคาเป้าหมายใหม่ที่ 70.00 บาท
ทางด้าน บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า ทางฝ่ายยังคงคำแนะนำถือ KBANK โดยปรับลดราคาเป้าหมายเหลือ 185 บาท (P/BV ปี 68 ที่ 0.7 เท่า ROE 8.9%) จากเดิม 190 บาท หลังปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 จาก NIM ที่ลดลง
ทั้งนี้ ทางฝ่ายมีมุมมองเชิงบวกต่อกลยุทธ์การขยายสินเชื่อคุณภาพและรายได้ค่าธรรมเนียม โดยซีอีโอให้แนวทางอัตราการจ่ายเงินปันผลปกติที่ 50–60% พร้อมโอกาสจ่ายปันผลพิเศษและการซื้อหุ้นคืน
โดยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของ KBANK ดูน่าสนใจที่ 6.4% ต่อปี (คาดเงินปันผล 12.0 บาท/หุ้น) อย่างไรก็ดี ปัจจัยกดดันจากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอและ NIM ที่แคบลง ทำให้มุมมองโดยรวมยังเป็นกลาง
ทั้งนี้ ในการประชุมนักวิเคราะห์ KBANK ตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อ 0–2% ในปี 2569 นาโดยสินเชื่อรายย่อย (+5–7%), ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ (-2% ถึงทรงตัว) และ SME (-5% ถึงทรงตัว) สำหรับสินเชื่อรายย่อย ธนาคารจะเน้นสินเชื่อที่อยู่อาศัยคุณภาพสูง (วงเงินต่อรายมากกว่า 10 ล้านบาท) ให้กับลูกค้าเดิม
ซึ่งคาดว่า NIM จะลดลงได้สูงสุด 50bps เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน มาอยู่ที่ 2.75–2.95% (เทียบกับ SCB ที่ 3.0–3.2%, ถือ ราคาเป้าหมาย 130 บาท) ภายใต้สมมติฐานการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25bps ในปี 2569
ประกอบกับซีอีโอ ระบุว่า ผลกระทบเต็มปีจากการลดดอกเบี้ย การมุ่งเน้นสินเชื่อคุณภาพ และโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ จะทำให้ NIM ในปี 2569 ลดลง ดังนั้น เพื่อลดแรงกดดันด้านรายได้ ธนาคารตั้งเป้ารายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิเติบโต 5-8% จากการขายประกันผ่านธนาคาร (bancassurance) และธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเพิ่มเติม
ขณะเดียวกันซีอีโอตั้งเป้าต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) ลดลงสู่ 140–160bps ในปี 2569 จาก 163bps ในปี 2567 อัตราส่วน NPL คาดว่าจะทรงตัว เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน โดยธนาคารคาดว่าการเกิด NPL ใหม่จะลดลง จากการเพิ่มสัดส่วนสินเชื่อที่มีหลักประกันคุณภาพดีเพิ่มขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
KBANK ตั้งเป้าอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (cost-to-income) ที่ 44–46% ในปี 2569 เทียบกับ 43.6% ในปี 2567 โดยจะมุ่งเน้นประสิทธิภาพต้นทุนและการยกระดับผลิตภาพเพื่อลดผลกระทบจากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) ในปี 2569 มี แนวโน้มลดลง หลังจากบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงานแบบครั้งเดียวในปี 2568
ดังนั้น ทางฝ่ายปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 ลง 2–4% เพื่อสะท้อนเป้าหมาย NIM ใหม่ในปี 2569 คาดว่ารายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NII) จะลดลง 8% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จาก NIM ที่ลดลง 38bps เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน มาอยู่ที่ 2.90% ในปีนี้
ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-NII) มีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน จากการเติบโตของค่าธรรมเนียมที่ดีและรายได้อื่นจากโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ เราประเมิน credit cost ที่ 150bps สำหรับปี 2569/2570
โดยทุกการเพิ่มขึ้นของ credit cost 5bps จะลดกำไรลงราว 2% ในปี 2569 คาดว่ากำไรปี 2569 จะลดลง 9% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน และ ROE จะลดลง 1ppt เมื่อเทียบช่วงเดียวกันกับปีก่อน มาอยู่ที่ 7.6%